FPI คาด H2/61 ดีกว่า H1/61 รับบาทอ่อน-เปลี่ยนนโยบายทำตลาดอินเดีย แม้รายได้ปีนี้พลาดเป้า,สรุปผลศึกษาทำชีวมวล 20 MW ใน Q4

ข่าวหุ้น-การเงิน 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561 16:11 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 61 จะเติบโตได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ทำให้บริษัทมีการรับรู้กำไรครึ่งปีหลังเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับที่ผ่านมาบริษัทมีนโยบายเน้นการขายสินค้าที่สามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นสูง และชะลอการขายสินค้าที่มีความสามารถทำกำไรได้ต่ำหรือสินค้าที่ไม่มีกำไร แต่ก็ส่งผลให้ยอดขายช่วงครึ่งแรกของปีปรับตัวลดลงราว 7-8% ทำให้บริษัทคาดว่าทั้งปี 61 รายได้มีโอกาสทำได้ไม่ถึงเป้าที่วางไว้เติบโต 5-10% จากปีก่อน แต่อย่างไรก็ดี บริษัทจะพยายามรักษารายได้ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

นอกจากนั้น บริษัทมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเป็นการออกแม่พิมพ์ให้เช่าที่ประเทศอินเดีย เพื่อรองรับกับความเสี่ยงของค่าเงินบาทผันผวน ประกอบกับปัจจุบันบริษัทได้รับลูกค้าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นเมื่อช่วงเดือนก.ย.ทำให้เริ่มมีกำไรแล้ว ซึ่งหลังจากนี้บริษัทดำเนินการเน้นทำตลาดในอินเดียให้ดีขึ้นก่อน จึงเดินหน้าแผนขยายตลาดไปยังประเทศต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัทจะมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดกำลังการผลิต 7.5 เมกะวัตต์ ในจังหวัดนราธิวาส ราว 30 ล้านบาทต่อปีตามสัดส่วนการถือหุ้น และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล จังหวัดแพร่ ขนาดกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ อีกราว 12 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทจะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) อีกจำนวน 1 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายปี 61 ถึงต้นปี 62

นายสมพล กล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลจำนวน 3-4 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ และเป็นโรงไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตขายไฟแล้ว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 4/61 โดยบริษัทตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่ำกว่า 15% ปัจจุบันบริษัทมีเงินลงทุนเพียงพอ

"บริษัทมองว่าปัจจุบันยังให้ความสำคัญในการศึกษาเพื่อลงทุนพลังงานชีวมวลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีหุ้นส่วนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านดังกล่าวสูง"นายสมพล กล่าว

นายสมพล กล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อขยายพื้นที่โรงงานเพิ่มอีกจำนวน 6 ไร่ เพื่อย้ายเครื่องจักรประเภทแม่พิมพ์ไปราว 3 เครื่อง และลงทุนเพิ่มเครื่องฉีดทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นราว 15-20% คาดว่าโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 62 จากปัจจุบันมีความต้องการสินค้าและคำสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้น


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ