STI ปิดเทรดภาคเช้าที่ 5.65 บาท ต่ำกว่าราคา IPO 10.32%

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday December 19, 2018 12:38 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

หุ้น STI ปิดเทรคภาคเช้า 5.65 บาท ต่ำกว่าราคา IPO ที่ 10.32% มูลค่าซื้อขาย 70.26 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 5.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 5.90 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 5.50 บาท ขณะที่ราคา IPO อยู่ที่ 6.30 บาท

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมเบื้องต้นของหุ้น บมจ.สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ (STI) โดยมองว่าราคา IPO ที่ 6.30 บาท ซึ่งคิดเป็น PER ย้อนหลังเกือบ 30 เท่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ในขณะที่ธุรกิจที่คล้ายคลึงกันของ STI เช่น TEAMG ซึ่งซื้อขายใน MAI เช่นเดียวกันมี PER ที่ 12-14 เท่า หากมองเทียบกับต้นทุนของบริษัท ยูนิเวนเจอร์ แคปปิตอล จำกัด ซึ่งซื้อมาจาก Trend Wealth Enterprise Ltd. เมื่อปี 59 อยู่ที่ 5.71 บาท (3.5 แสนหุ้นที่พาร์ 100 บาท เงินลงทุน 400 ล้านบาท)

ขณะที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นแกนนำการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ STI ประเมินมูลค่าหุ้น STI ด้วยวิธี PE Ratio ตามลักษณะของอุตสาหกรรมรับเหมาที่ใกล้เคียง ได้แก่ TEAMG, NWR, TRC, TTCL, PYLON, SYNTEC, SEAFCO, UNIQ, ITD, STEC และ CK ที่ 2019 Forward PER 18 เท่า เราจึงให้ราคาเหมาะสมปี 62 ที่ 7.80 บาท (อิงปี 62 ForwardPER ที่ 18x) หรือคิดเป็น ปี 62 PEG เพียง 0.5x (อิง 61-63 EPS CAGR ที่ 37%) จึงมองว่า STI นั้นมีความน่าสนใจในการลงทุน

ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิ H2/61 อยู่ที่ 59 ล้านบาท (+32%YoY, +408%HoH) โดยขยายตัว YoY มาจากการรับรู้รายได้โครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น โครงการ One Bangkok และขยายตัว HoH จากฐานรายได้ที่รับรู้เพิ่มขึ้นตาม Backlog และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น เนื่องจากบริษัทมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ก่อนที่บริษัทจะมีการเซ็นสัญญารับรู้รายได้ใน H1/61 โดยรวมเราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2018 ของ STI อยู่ที่ 71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24%YoY จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดอยู่ที่ 651 ล้านบาท (+32% YoY) โดยมาจากรายได้ที่รับรู้ใน H1/61 ที่ 277 ล้านบาท, ฐาน Backlog และงานในอนาคตที่ 374 ล้านบาท

ขณะที่เราคาดกำไรสุทธิปี 62 อยู่ที่ 116 ล้านบาท (+64%) โดยเป็นผลจากรายได้ที่คาดว่าจะรับรู้ที่ 861 ล้านบาท (+32% YoY) จากการรับรู้รายได้ตามฐาน Backlog ที่ 574 ล้านบาท, รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจา และมีแนวโน้มที่จะได้เพิ่มขึ้นประมาณ 169 ล้านบาท และรายได้จากการเข้าประมูลงานใหม่ๆที่ 118 ล้านบาท ซึ่งเรามองว่าการที่เป็นบริษัทในกลุ่มของ UV Capital จะช่วยหนุนให้บริษัทมีโอกาสในการรับงานของกลุ่ม UV เพิ่มขึ้น

รวมทั้งจากข้อมูลในอดีตเราพบว่าบริษัทมีโอกาสที่จะได้รับงานจากการเข้าร่วมงานประมูลที่สูง โดยเฉพาะงานจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เรามองว่าบริษัทมีแนวโน้มที่จะได้รับงานเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เรามองว่าอัตรากำไรขั้นต้นในปี 62 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 32.9% จากแนวโน้มในการรับงานภาคเอกชนที่มีอัตรากำไรที่สูงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

อนึ่ง STI ประกอบธุรกิจที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง โดยมุ่งเน้นธุรกิจการบริหารโครงการก่อสร้างทุกประเภท เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม เป็นต้น โดยกลุ่มบริษัทฯ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ประเภทนิติบุคคล นอกจากนี้ บริษัท สโตนเฮ้นจ์ จำกัด (STH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยยังประกอบธุรกิจให้บริการออกแบบ ทั้งงานด้านสถาปัตยกรรม (Architectural Design) งานตกแต่งภายใน (Interior Design) งานโครงสร้างและโยธา (Structural and Civil Engineering Design) งานระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร (Mechanical & Electrical Engineering Design) โดยบริษัทใช้ประสบการณ์กว่า 30 ปีในอุตสาหกรรมเป็นจุดเด่นในการเข้าประมูลงานจากภาครัฐและเอกชน โดยที่งานกว่า 80% มาจากภาคเอกชน และปัจจุบันมีงานในมืออยู่ 770 ล้านบาท

โครงการในอนาคต บริษัทมีแผนการลงทุนในอนาคตดังนี้ 1) ลงทุนจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของพนักงาน โดยใช้งบลงทุน 40 ล้านบาท รองรับบุคลากรได้ราว 80 – 100 คน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระยะยาว และ 2) การลงทุนระบบคอมพิวเตอร์โปรแกรมด้านการออกแบบ ควบคุมงาน และการเงิน – บัญชี โดยใช้งบลงทุน 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบุคลากรในด้านต่างๆ ของบริษัท


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ