ข่าวอินโฟเควสท์
01:13 เฟดมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยตามคาด ขณะส่งสัญญาณไม่มีการปรับขึ้นในปีนี้   คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอ…
01:03 ตำรวจอินโดนีเซียสกัดแผนก่อการร้าย หลังรวบตัวสมาชิกเกี่ยวข้องกับกลุ่ม IS   ตำรวจอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยรายห…
00:52 "ทรัมป์"ลั่นสหรัฐเดินหน้าเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีน จนกว่าจีนจะทำตามข้อตกลง   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวในวันนี้ว่า สหรัฐจะยังคงดำเนิ…
00:34 EU พร้อมขยายเส้นตาย Brexit แต่สภาอังกฤษต้องโหวตรับข้อตกลง Brexit   นายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะมนตรียุโรป ออกแถลงการณ์ระบุว่า สหภาพยุโรป (EU) พร้…
00:17 เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.2 แมกนิจูดนอกชายฝั่งวานูอาตู ยังไม่มีเตือนภัยสึนามิ   สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.2 …

NER คาดผลงานปี 62 เติบโตเป็นราว 1.5 หมื่นลบ. ตามปริมาณขาย-ราคายางเพิ่ม พร้อมรุกขยายตลาดตปท.

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 21 มกราคม 2562 11:30:32 น.

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เปิดเผยว่า แผนงานปี 2562 ผลประกอบการของบริษัทจะเติบโตขึ้นไปที่ราว 1.5 หมื่นล้านบาท ภายใต้คาดการณ์ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 แสนตัน จากปีนี้ 2.2 แสนตัน ตามความต้องการยางในตลาดโลกจะเติบโตตามปกติในแต่ละปีราว 2-5%  โดยบริษัทเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดเจรจากับลูกค้าจีน 3 รายที่คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อรวมกันราว 1.5 หมื่นตัน/ปี และวางแผนขยายตลาดลูกค้าสิงคโปร์เพิ่ม โดยปัจจุบันบริษัทมีการทำสัญญาระยะยาว (Long Term Contact) กับลูกค้าไปแล้วกว่า 11 ราย จากที่มีอยู่ 8 ราย ทำให้บริษัทมีลูกค้าที่รอรับรู้รายได้ที่แน่นอนส่วนหนึ่งแล้ว

ส่วนสถานการณ์ราคายางพาราฟื้นตัวเพิ่มขึ้นจากปลายปี 2561 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการยางส่งออกยางในประเทศที่มีความต้องการยางธรรมชาติเพื่อการส่งออกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปริมาณยางธรรมชาติในคลังสินค้าของผู้ส่งออกลดลงในช่วงก่อนหน้า ทำให้ผู้ส่งออกมียางธรรมชาติไม่เพียงพอในการส่งออก จึงต้องเร่งซื้อยางเพื่อส่งออกและรักษาระดับสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับปกติ อีกทั้งรัฐบาลจีนได้เพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงธุรกิจยางของจีน ทำให้บริษัทได้รับอานิสงส์จากเรื่องนี้ เนื่องจากบริษัทได้กำหนดราคาในวันที่ทำการซื้อ-ขายกับลูกค้า และมีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเข้ามาเสริมด้วย

นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างยื่นขอให้ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์รายใหญ่ของยุโรป 3 ราย ซึ่ง 1 ในนั้น คือ มิชลิน เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานการผลิตของโรงงานและผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นใบเบิกทางสำหรับการรุกเปิดตลาดส่งออกไปยังยุโรป หลังจากที่ผ่านมาบริษัทได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากบริดจสโตนทำให้บริษัทสามารถส่งออกสินค้าไปขายในจีนและภูมิภาคเอเชียได้ดี คาดว่าการตรวจสอบของมิชลินและขั้นตอนต่าง ๆ น่าจะใช้เวลาราว 1 ปี หรือรู้ผลในปี 63 ซึ่งทันเวลารองรับปริมาณผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 63

นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการปรับปรุงเครื่องจักรสำหรับผลิตยางแผ่นผสม (RSS Mixtures Rubber) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะทำให้กำลังการผลิตยางผสมสูงขึ้น 60,000 ตันต่อปีจะเริ่มเดินเครื่องในเดือน ก.พ.62 ขณะที่แผนการก่อสร้างโรงงานใหม่ผลิตยางแท่ง (STR20) และยางผสม (Mixtures Rubber) กำลังการผลิต 172,800 ตันต่อปีคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 และเริ่มรับรู้รายได้ส่วนเพิ่มในปี 2563 เมื่อรวมทั้งสองส่วนจะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตยางพาราแปรรูปเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 465,600 ตันต่อปี

ขณะที่บริษัทเน้นการสร้างเสถียรภาพของผลการดำเนินงานไม่ให้ผันผวนตามธรรมชาติของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยการซื้อสินค้าจริงมาทำมาผลิตเพื่อส่งมอบตามคำสั่งซื้อ ไม่มีนโยบายเก็งกำไรจากสต็อก พร้อมทั้งรักษาสมดุลของฐานลูกค้าเพื่อบริหารความเสี่ยง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง