FPI คาดรายได้ปี 62 พลิกฟื้นโต 10% มุ่งลดต้นทุนดันกำไรรับมือบาทแข็ง,ศึกษาลงทุนโซลาร์ฟาร์มใน-ตปท.

ข่าวหุ้น-การเงิน 31 มกราคม พ.ศ. 2562 12:57 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) คาดว่ารายได้ปีนี้จะฟื้นขึ้นมาเติบโตราว 10% หลังจากผลงานผ่านจุดต่ำสุดในปีที่แล้ว ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน และต้นทุนสูงขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายหลักที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าและมีผลกระทบกับรายได้หลักของบริษัทที่มาจากการส่งออก เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากต่างประเทศ 75% และรายได้จากในประเทศ 25% นายสมพล กล่าวว่า สำหรับผลงานในปีที่แล้ว ก็เป็นไปตามคาดที่ปรับตัวลง หลังจากครึ่งแรกของปี 61 ทำกำไรได้เพียง 53.81 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปกติที่เคยทำกำไรได้ไตรมาสละ 50 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 3/61 กำไรกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย หลังค่าเงินบาทอ่อนค่าทำให้ได้รับประโยชน์ แต่เงินบาทก็กลับมาแข็งค่าอีกครั้งในไตรมาส 4

FPI คาดรายได้ปี 62 พลิกฟื้นโต 10% มุ่งลดต้นทุนดันกำไรรับมือบาทแข็ง,ศึกษาลงทุนโซลาร์ฟาร์มใน-ตปท.

ดังนั้น ในปีนี้จะให้ความสำคัญในการลดต้นทุนเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยผลักดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ฟื้นกลับมาในระดับสูงกว่า 30% หลังจากปีที่แล้วลดไปเหลือประมาณ 26% โดยวางเป้าปรับลดต้นทุนลงราว 10% เพื่อผลักดันอัตรากำไรให้สูงขึ้นราว 7-8% ซึ่งช่วงต้นปีเห็นแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวดีขึ้น โดยราคาต้นทุนเหล็กลดลงมาจาก 62 บาท/กิโลกรัม (กก.) ในปี 61 เหลือเฉลี่ย 50 บาท/กก. ทำให้บริษัทได้ล็อกต้นทุนไว้ประมาณ 6 เดือน ขณะที่ราคานิเกิลและทองแดง ก็ปรับตัวลดลง หลังเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

นอกจากนี้ในด้านการขาย ก็มองเห็นแนวโน้มของการได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาค่อนข้างดี โดยเฉพาะลูกค้าจากออสเตรเลียที่เพิ่งเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นการผลิตให้กับโรงงานของมาสด้า เนื่องจากโมเดลรถรุ่นใหม่ได้รับความนิยมค่อนข้างดี คาดว่าปีนี้จะมีคำสั่งซื้อประมาณ 100 ล้านบาทต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ส่วนตลาดในประเทศมีผลไม่ค่อยมากนัก เพราะมีสัดส่วนรายได้แค่เพียง 25%

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนที่จะขยายบริการการให้เช่าแม่พิมพ์ในต่างประเทศ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรสูงและไม่มีภาระต้นทุน โดยปีที่ผ่านมาเริ่มให้เช่าแม่พิมพ์กับลูกค้าในบราซิลจำนวนหนึ่ง สามารถสร้างรายได้ราว 500,000 บาท/เครื่อง โดยเป็นการให้เช่าระยะสั้นครั้งละประมาณ 1 เดือน และปีนี้จะเพิ่มแม่พิมพ์ให้เช่าเป็น 20 เครื่อง ขณะนี้มีลูกค้าในอียิปต์ ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย ติดต่อเข้ามาแล้ว ซึ่งหากจะรุกในธุรกิจแม่พิมพ์ให้เช่าแล้ว ก็จะต้องวางแผนการผลิตเพิ่มเติม เพราะในบางช่วงจะต้องผลิตเพื่อสต็อกสินค้าในระยะที่ให้เช่าแม่พิมพ์

"ปีที่แล้วเราโดน FX ไปเต็ม ๆ ปีนี้เราต้องอยู่ให้ได้ที่เงินบาท 31 บาท เราต้องทำ cost saving ล็อกต้นทุนวัตถุดิบ เพื่อผลักดันกำไร เราใช้วอลุ่มเข้าไปคุยกับซัพพลายเออร์เพื่อต่อรองราคา แต่ตอนนี้ต้นทุนหลายอย่างก็ลดลงมามาก สารเคมีก็ลงมา 7-8% เหล็ก เม็ดพลาสติกก็ลงมาแล้ว ทำให้ภาพรวมต้นทุนเราลงมาได้ 8-9% แล้ว"นายสมพล กล่าว

นอกจากนั้นธุรกิจในอินเดีย ซึ่งโรงงานร่วมทุนได้เริ่มผลิตในปีแรกยังมีผลขาดทุนหลังจากเริ่มเดินเครื่องตั้งแต่เดือน เม.ย.61 แต่ก็ได้เริ่มเห็นกำไรตั้งแต่เดือน ต.ค.61 หลังจากเดินเครื่องผลิตเต็มที่ แต่ภาพรวมทั้งปียังคงขาดทุนอยู่ อย่างไรก็ตามปีนี้โรงงานในอินเดียได้รับคำสั่งซื้อใหม่ในกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จากผู้ประกอบการญี่ปุ่นและไต้หวันที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย จึงได้ลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 25-30 ล้านบาท เพื่อขยายสายการผลิตที่ 2 โดยจะเริ่มเดินเครื่องภายในเม.ย.62 ทำให้คาดว่าโรงงานในอินเดียจะทำรายได้ได้ราว 150 ล้านบาทในปีนี้ และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 30%

สำหรับธุรกิจพลังงานภายใต้บริษัทร่วมทุน ชื่อบริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (SAFE) ขณะนี้ได้ชะลอการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่อยู่ระหว่างการเสนอราคา 2 แห่ง ออกไปก่อน เนื่องจากไม้สับ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้นมาก ทำให้อัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ต่ำลง จากที่คาดจะคุ้มทุนใน 7 ปี อาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ทำให้ยังไม่น่าสนใจลงทุนมากนัก นอกจากนั้นโรงไฟฟ้าแห่งที่ 2 ในจ.แพร่ ขนาด 1 เมะกวัตต์ ก็เลื่อนกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ออกไปจากเดิมที่คาดในปลายปี 61 เนื่องจากเกิดปัญหามวลชนในพื้นที่ที่ไม่เห็นด้วยกับการมีโรงไฟฟ้า แต่ในแง่ของผู้ลงทุนไม่มีปัญหาขัดข้องเพราะราคาเชื้อเพลิงก็สูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามคาดว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความชัดเจนภายหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ

พร้อมกันนี้บริษัทได้หันไปศึกษาโครงการโซลาร์ฟาร์มทั้งในและต่างประเทศ เพราะต้นทุนโซลาร์ฟาร์มลดต่ำลงมากเหลือ 25 ล้านบาท/เมกะวัตต์ ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนดีขึ้นกว่าในอดีต รวมทั้งก็มีผู้มานำเสนอหลายโครงการทั้งในญี่ปุ่น เมียนมา และเวียดนาม โดยมองว่าขนาดที่เหมาะสมที่จะลงทุน 50 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันศึกษาอยู่ 2-3 แห่ง หากสามารถสรุปแผนการลงทุนได้ก็มีความเป็นไปได้ที่ SAFE จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งขณะนี้ได้คัดเลือกที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว

"ตอนนี้เลือก FA ที่จะเข้าตลาดแล้ว ถ้าดีล 2 โรงจบปีนี้ แต่ IRR ก็ต้องสูงกว่า 13-15% ขึ้นไป ถ้าต่ำกว่า 10% เราก็ไม่ทำให้เหนื่อย เราลงทุนใน FPI เองได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า"นายสมพล กล่าว

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ