ข่าวอินโฟเควสท์
17:02 "อาเบะ" รุดเยี่ยมผู้ประสบภัยจากไต้ฝุ่น "ฮากิบิส" รับปากรัฐบาลจะเร่งค้นหาผู้สูญหาย พร้อมมอบความช่วยเหลือเต็มที่   นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่…
15:26 ชาวฮ่องกงนับหมื่นสวมหน้ากากดำออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในย่านเศรษฐกิจสำคัญ   สื่อต่างประเทศรายงานว่า ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงที่สนับสนุนการเรียกร้องปร…
14:37 จีนเผยมีผลผลิตนมเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในทศวรรษที่ผ่านมา ขณะคุณภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด   สำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐ เปิดเผยว่า จีนมี…
13:10 "ทรัมป์" ยกเลิกแผนจัดประชุม G7 ที่สนามกอล์ฟในฟลอริดา หลังถูกสื่อวิจารณ์   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาจะไม่ใช้สนามกอล์ฟของตัวเองในรั…
11:47 IMF เตือนทั่วโลกเร่งแก้ปัญหาพิพาทด้านการค้า ก่อนสร้างหายนะให้กับเศรษฐกิจโลก   คณะกรรมการกำหนดนโยบายของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนให้…

(เพิ่มเติม) SIRI ตั้งเป้ายอดขายปี 62 ที่ 3.6 หมื่นลบ.พร้อมวางเป้ายอดขายรวม 3 ปี (62-64) ที่ 1.6 แสนลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 14:44:18 น.

นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 62 ที่ราว 3.6 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายรวม 3 ปี (ปี 62-64) ในระดับ 1.6 แสนล้านบาท โดยในปีนี้มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 28 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 4.66 หมื่นล้านบาท เน้นการพัฒนาโครงการเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าระดับกลาง

ในด้านยอดโอนคาดว่าปีนี้จะมีมูลค่าราว 3.2 หมื่นล้านบาท โดยขณะนี้บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) รวมราว 6.35 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีกำหนดทยอยรับรู้รายได้ในช่วง 3 ปีนี้

สำหรับโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 12 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 2.24 หมื่นล้านบาท บ้านเดี่ยว 9 โครงการ มูลค่ากว่า 1.87 หมื่นล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์ 7 โครงการ มูลค่า 5.5 พันล้านบาท มุ่งเน้นเปิดตัวโครงการระดับกลาง (Medium Segment) และระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น (Affordable Segment) โดยคิดเป็นสัดส่วนรวม 96% ของมูลค่าการเปิดตัวโครงการทั้งหมด

ทั้งนี้ โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในปีนี้จะมีโครงการที่ร่วมทุนกับโตคิว 1 โครงการมีแผนเปิดขายในช่วงไตรมาส 2/62 และ มีโครงการที่ร่วมทุนกับ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) 2 โครงการ จะเปิดขายในช่วงครึ่งปีหลัง และอีก 9 โครงการ เป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง

พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้ายอดโอนรวมที่ 3.2 หมื่นล้านบาท รวมทั้งวางเป้าหมายระยะยาว 3 ปี ในการสร้างยอดพรีเซลรวมกว่า 1.6 แสนล้านบาทระหว่างปี 62-64

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ SIRI กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 62 ยังคงเติบโตแต่อาจจะชะลอตัวบ้างในส่วนของการซื้อเพื่อลงทุนของลูกค้าคนไทย แต่บริษัทยังเชื่อว่าการซื้อเพื่ออยู่เองจะยังคงเติบโตในระดับเดียวกับปีก่อน ซึ่งจากการแข่งขันด้านราคาและการพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการในปีนี้ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น

บริษัทเชื่อมั่นว่าปี 62 จะเป็นปีที่ได้เปรียบทางธุรกิจของบริษัท เพราะลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่เองจะเลือกแบรนด์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและบริการหลังการขายมากกว่าแบรนด์เล็ก เพราะเป็นการซื้อเพื่ออยู่เองในระยะยาว นอกจากนั้นบริษัทยังเชื่อมั่นว่ายอดโอนโครงการปีนี้จะเป็นไปได้ดีตามเป้าเพราะมี Backlog ในระดับสูงจากลูกค้าที่มีคุณภาพและกำลังซื้อจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าชาวจีนและชาวต่างชาติที่วางเงินดาวน์สูงและเชื่อมั่นในศักยภาพการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อผลตอบแทนระยะยาว

กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทวางวิสัยทัศน์ For Greater Well-being เพื่อต่อยอด 2 แนวคิด Green & Well-being มาประยุกต์ใช้กับทุกโครงการใหม่ของบริษัท พร้อมวางแผนเปิดตัว "บ้านปลอดฝุ่น" หรือ Dust-free House ครั้งแรกของเมืองไทยภายในปีนี้  บริษัทยังจะเปิด SIRI HOUSE ที่สิงคโปร์และที่เมืองไทยเพื่อเป็นช้องทางในการถ่ายทอดประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบแสนสิริให้ลูกค้าได้สัมผัส และเปิดตัว Sansiri Club Collection ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มโครงการที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และ Sansiri Luxury Collection การรวมกลุ่มโครงการระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ในการสื่อสารการตลาด

นายอุทัย กล่าวอีกว่า การที่บริษัทหันมาปรับการเปิดโครงการใหม่ในปี 62 ที่เน้นไปที่กลุ่มระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และกลุ่มระดับกลาง-ล่างมากขึ้นนั้น เป็นเพราะในปีก่อนบริษัทเน้นกลุ่มระดับราคากลาง-บน และลักชัวรี่ไปมากแล้ว ดังนั้นปีนี้จึงเปลี่ยนแนวมาเป็นตลาดที่ค่อนข้าง Mass มากขึ้น ประกอบกับมองว่ากลุ่มตลาดระดับบนและลักชัวรี่ในปีนี้อาจจะได้รับผลกระมบจากเกณฑ์ LTV ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย.62 ทำให้บริษัทต้องกระจายความเสี่ยง พร้อมกับต้องการขยายฐานลูกค้าไปในกลุ่มที่กว้างมากขึ้น

ดังนั้น สัดส่วนระดับกลุ่มโครงการใหม่ในปี 62 จะเป็นกลุ่มระดับล่าง 70% ระดับกลาง 25% และกลุ่มพรีเมียม 4-5% จากปีก่อนที่กลุ่มระดับล่างที่ 35% กลุ่มระดับกลาง 60% และกลุ่มพรีเมียม 40% โดยที่ระดับราคาที่เข้าถึงได้ที่บริษัทจะเน้นในปีนี้เริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท หรือราคาขายเฉลี่ย 60,000-100,000 บาท/ตารางเมตร

ส่วนโครงการที่รอขายในมือปัจจุบันมีมูลค่าราว 6.5 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมและสามารถบริหารจัดการได้ โดยบริษัทยังคงต้องมีการทยอยระบายสต็อกออกไป พร้อมกับหาสต็อกใหม่เข้ามาเติมที่มีระยะเวลาส่งมอบไม่เกิน 6 เดือน เพื่อมารองรับกับลูกค้าหากมีลูกค้าที่มีความพร้อมและต้องการจะซื้อในช่วงนั้นๆ เพื่อทำให้บริษัทไม่เสียโอกาสในการขายเพื่อสร้างรายได้

ด้านนายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ SIRI กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้จาก Backlog ราว 1.5 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 6.35 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาดว่าจะมีการโอนโครงการใหม่อีก 9 โครงการ แบ่งเป็น โครงการร่วมทุน 6 โครงการ ได้แก่ เดอะ โมนูเม้ท์ ทองหล่อ, คุณ บาย ยู, ทากะ เฮาส์, เดอะเบส สุขุมวิท 50, เดอะไลน์ สุขุมวิท 101 และ เดอะไลน์ พหลโยธิน และโครงการที่บริษัทลงทุนเอง 3 โครงการ ได้แก่ คาวะ เฮ้าส์, ลากาซิต้า หัวหิน และ ดีคอนโด หาดใหญ่

ในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายกลุ่มลูกค้าต่างชาติลดลงมาที่ 9 พันล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เนื่องจากบริษัทเปิดโครงการคอนโดมิเนียมลดลงจากปีก่อน และจะเน้นโครงการที่เจาะกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น โดยกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติในปีนี้ยังเน้นกลุ่มเดิม คือ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวั่น และเวียดนาม เป็นต้น ส่วนไตรมาส 1/62 วางเป้าหมายยอดขายรวมที่ 8 พันล้านบาท

แผนการลงทุนในปี 62 บริษัทวางงบซื้อที่ดินราว 5 พันล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในปีต่อๆไป พร้อมกับวางงบก่อสร้าง 1.75 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทมีแผนการออกหุ้นกู้วงเงิน 5 พันล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 1.7-1.8 เท่า จากปีก่อนที่ 1.4 เท่า เพราะการโอนโครงการใหม่ยังไม่ได้มีมาก แต่จะไปโอนมากในปี 63 ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้เข้ามามากขึ้น และทำให้ D/E ลดลงมาเหลือ 1.2-1.5 เท่า

นายวันจักร์ กล่าวว่า ปี 62 ถือว่าเป็นปีที่ท้าทายของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จากการที่มีปัจจัยกดดันจากเกณฑ์การควบคุม LTV ของ ธปท. และแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น อีกทั้งยังคงต้องติดตามปัจจัยทางการเมืองหลังการเลือกตั้งว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง