GBS คาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งผันผวนกรอบ 1,600-1,645 จุด ชะงักรอเลือกตั้ง 24 มี.ค.-Fund Flow ไหลออก

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday March 19, 2019 15:34 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก (GBS) เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของหุ้นไทยช่วงสัปดาห์นี้จะแกว่งตัวผันผวน หลังนักลงทุนมีแนวโน้มชะลอการลงทุนเพื่อรอฟังผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.นี้ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ Fund Flow ไหลออกต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ 1.11 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี และตลาดจับตาสถานการณ์การแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งใกล้ถึงเส้นตายในวันที่ 29 มี.ค. แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากข้อตกลง Brexit ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาอังกฤษ และสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จะยอมให้เลื่อนกำหนดวันออกไปจากเดิมหรือไม่

นอกจากนี้ตลาดยังจับตาวันที่ 19-20 มี.ค.นี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประชุมพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย วันที่ 20 มี.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ส่วนกำหนดการที่รัฐสภาอังกฤษจะพิจารณาข้อตกลง Brexit ในวันนี้มีแนวโน้มเลื่อนออกไปเป็นสัปดาห์หน้า วันที่ 21-22 มี.ค.จะมีการประชุมสุดยอดของกลุ่ม EU ซึ่งสมาชิกทั้ง 27 ชาติของ EU จะต้องให้ความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ต่อการขยายกำหนดเส้นตาย Brexit ของอังกฤษจากเดิมในวันที่ 29 มี.ค. ส่วนวันที่ 24 มี.ค.เป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของไทย

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับปัจจยบวกจากการที่บลูมเบิร์กเปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์บ่งชี้ว่าเฟด อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในปีนี้ในเดือน ก.ย.62 ซึ่งลดลงจากคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้า รวมทั้งการที่จีนยืนยันที่จะใช้มาตรการที่แข็งแกร่งในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบของข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน และนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนโดยคาดจะเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ในกรอบ 1,600-1,645 จุด ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์การลงทุน หุ้นกลุ่ม Defensive ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก แนะนำ HMPRO, CPALL กลุ่มท่องเที่ยว แนะนำ AOT, CENTEL, ERW ซึ่งได้ประโยชน์จาก Free Visa on Arrival กลุ่มโรงพยาบาล BCH

รวมทั้งหุ้นที่ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกหลังเข้าร่วม Analyst Meeting ได้แก่ หุ้น PLAT มีความสามารถในการทำกำไรในระดับสูงและรายได้ค่าเช่าในอนาคตมีโอกาสเติบโตสูงจากสัญญาเช่าระยะยาวที่จะสิ้นสุดสัญญาในปลายปี 63 และปลายปี 64 คิดเป็น 15% และ 18% ของพื้นที่ให้เช่า

และหุ้น BCH รายได้มีแนวโน้มเติบโตจาก 1) WMC จะเปิดศูนย์เด็กหลอดแก้วราวเดือน ก.ค. 2) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (รามคำแหง) มีแนวโน้มเริ่มสร้างกำไรในปี 62 และ 3) การรับรู้รายได้เต็มปีจากศูนย์เฉพาะทาง 3 ศูนย์ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนลที่เปิดบริการในไตรมาส 4/61

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำนั้น แนวโน้มราคาทองคำแกว่งขึ้นแบบ sideway up รอผลโหวตของสภาอังกฤษในคืนวันนี้ ที่คาดว่าจะรับรองมติให้รัฐบาลเจรจาขอขยายเวลาเส้นตาย Brexit ออกไป แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่า EU จะอนุมัติหรือไม่ ทำให้มีความเป็นไปได้ทั้ง hard Brexit และ soft Brexit หรือกระทั่ง no Brexit ขึ้นอยู่กับคำตอบของ EU

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางลบจากสงครามการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มจะชะลอการปรับขึ้น และในกรณีที่ปัญหาสงครามการค้ายังไม่ถูกแก้ไข ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่อัตราดอกเบี้ยอาจกลับทิศเป็นขาลงได้ จึงคาดราคาทองคำยังไม่น่าจะกลับเป็นขาลง แต่การจะปรับขึ้นต่อต้องรอให้มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ เข้ามา ระยะสัปดาห์มองกรอบระหว่าง 1,290–1,310 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ คาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาผันผวนตามค่าเงินสกุลหลัก ทั้งดอลลาร์ ปอนด์ และยูโร ส่วนเงินบาทจะยังไม่มีผลต่อราคาทองคำในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ