MINT คาดสรุปขายสินทรัพย์เครือ Tivoli ใน Q2-Q3/62 นำเงินลดหนี้กด D/E สิ้นปีเหลือ 1.3 เท่า จาก 1.5 เท่า

ข่าวหุ้น-การเงิน 22 เมษายน พ.ศ. 2562 15:00 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่การเงินส่วนกลางและรองประธานฝ่ายวางแผน กลยุทธ์ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เปิดเผยว่า แผนการพิจารณาขายสินทรัพย์ในเครือ Tivoli ในโปรตุเกสให้กับนักลงทุนที่สนใจ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาสินทรัพย์ที่จะเสนอขายให้กับนักลงทุน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 2/62 หรือไตรมาส 3/62 โดยบริษัทจะดำเนินการในรูปแบบ Sell & Lease back โดยจะเช่าสินทรัพย์ดังกล่าวกลับมาบริหารเพื่อสร้างรายได้เข้ามา

การพิจารณาขายสินทรัพย์ของบริษัทออกไปนั้นเป็นไปตามแผนมาตรการการลดหนี้ เพื่อทำให้บริษัทมีภาระดอกเบี้ยลดลงตามไปด้วย โดยหลังจากการขายสินทรัพย์แล้วบริษัทจะนำเงินที่ได้ไปจ่ายคืนหนี้ ซึ่งตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ให้ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 เท่า

ส่วนแนวทางพิจารณาลงทุนใน NH Hotel ซึ่งบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มในช่วงกลางปี 61 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทถือหุ้นใน NH Hotel ปัจจุบันที่ 94% ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการลงทุนในระยะต่อไป เช่น การเข้าซื้อหุ้น NH Hotel ที่เหลืออีก 6% และนำ NH Hotel ออกจากตลาดหุ้นเสปน หรืออาจใช้แนวทางการเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้น NH Hotel ด้วยการที่บริษัทจะขายหุ้นออกไปบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงแนวทางที่เหมาะสม

นายชัยพัฒน์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 62 บริษัทคาดว่ารายได้และกำไรจะเติบโตเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่ารายได้จะเติบโต 10% และกำไรเติบโต 15-20% เนื่องจากบริษัทจะรับรู้รายได้และกำไรของ NH Hotel เข้ามาเต็มปีในปี 62 เป็นปีแรก หลังจากในปีก่อนบริษัทบันทึกในรูปเงินปันผลเข้ามาในช่วงไตรมาส 3/61 และเริ่มบันทึกผลการดำเนินงานทั้งหมดเข้ามาในไตรมาส 4/61

ทั้งนี้ การที่บริษัทบันทึกผลการดำเนินงานของ NH Hotel เข้ามาเต็มปีตั้งแต่ไตรมาส 1/62 จะหนุนให้ผลการดำเนินงานในภาพรวมของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีนี้ โดยที่ในช่วงไตรมาสแรก NH Hotel มีอัตราการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะรายได้เฉลี่ยของห้องพัก (Revpar) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3-4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรที่เติบโตเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนด้วย สำหรับแผนการลงทุนในช่วง 5 ปีของบริษัท (ปี 62-66) บริษัทตั้งงบลงทุนรวมอยู่ที่ 5.5-6.0 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนธุรกิจโรงแรมเป็นหลักในสัดส่วนมากกว่า 50% ซึ่งการพัฒนาโรงแรมใหม่บางทำเลอาจจะพัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูส์ที่ประกอบด้วย โรงแรม ที่อยู่อาศัย และศูนย์การค้า เพื่อให้การใช้สอยพื้นที่ของโครงการมีความหลากหลายมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับลูกค้าภายในโครงการ และสร้างรายได้หลากหลาย ขณะที่เงินลงทุนในส่วนที่เหลือจะใช้ขยายธุรกิจอาหาร

นายชัยพัฒน์ กล่าวว่า ในอนาคตบริษัทคาดว่าหากไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มเติมของธุรกิจอาหาร แนวโน้มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่าสัดส่วนรายได้ของธุรกิจอาหาร โดยธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มขึ้นเป็น 70% จากปัจจุบันอยู่ที่ 50-60% ส่วนเป้าหมายรายได้และกำไรในช่วง 5 ปี (ปี 61-65) บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี และกำไรจะเติบโตเฉลี่ย 15-20% ต่อปี


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ