โบรกฯ ยังเชียร์"ซื้อ" PRM แม้ถูกตัดสิทธิประมูลแหลมฉบังเฟส 3 มองผลงานยังดีต่อเนื่องแม้ไร้ธุรกิจใหม่ต่อยอด

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday April 25, 2019 16:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์ แนะนำ"ซื้อ" บมจ.พริมา มารีน (PRM) แม้ว่าที่ประชุมการท่าเรือของประเทศไทย (กทท.) เปิดซองที่ 2 ประมูลแหลมฉบังเฟส 3 โดยมีการตัดสิทธิกลุ่มกิจการร่วมค้า NPC เนื่องจากยื่นเอกสารเข้ามาไม่ครบ ซึ่ง PRM ถือหุ้นในสัดส่วน 10% โดยมองว่าไม่ได้เป็นผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะสั้น เนื่องจาก PRM ถือหุ้นในสัดส่วนเพียง 10% และต้องใช้ระยะเวลา 5-7 ปี

ส่วนกรณีที่ธุรกิจดังกล่าวไม่ได้มาต่อยอดกับธุรกิจเดิมโดยตรง ไม่ได้กระทบต่อคาการณ์กำไรสุทธิของ PRM เพราะไม่ได้มีการนำมาประเมินในประมาณการอยู่แล้ว จึงไม่ได้เป็นผลกระทบกับทิศทางผลประกอบการในปีนี้แต่อย่างได โดยมองว่าทิศทางผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1/62 จะดีกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/61 และดีกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/61 จากการขยายตัวของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมัน ธุรกิจเรือจัดเก็บน้ำมันกลางทะเล (FSU) และเรือขนส่งน้ำมันต่างประเทศ ที่ยังมีการเติบโต

พร้อมกันนี้คาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/62 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 1/62 มีเรือ FSU เข้ามาใหม่อีก 2 ลำ ที่เริ่มดำเนินงานได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย. และเดือน พ.ค. ตามลำดับ ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้เข้ามาเต็มไตรมาสในช่วงไตรมาส 3/62 เป็นต้นไป

ช่วงบ่ายราคาหุ้น PRM อยู่ที่ 7.15 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 2.88% ขณะที่ SET เพิ่มขึ้น 0.01%

          โบรกเกอร์                   คำแนะนำ                 ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          หยวนต้า (ประเทศไทย)          ซื้อ                          8.50
          ทิสโก้                        ซื้อ                         10.00
          กสิกรไทย                     ซื้อ                          8.80

นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ที่ประชุมการท่าเรือของประเทศไทย (กทท.) เปิดซองที่ 2 ประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) เฟส 3 โดยมีการตัดสิทธิกลุ่มกิจการร่วมค้า NPC ที่ประกอบด้วย บริษัท นทลิน จำกัด, บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด, บริษัท พีเอชเอส ออแกนิค ฮีลลิ่ง จำกัด, PRM และกลุ่มไชน่า เรลเวย์ คอนสตรักชั่น คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากยื่นเอกสารเข้ามาไม่ครบ โดยมองว่าไม่ได้เป็นผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะสั้น เนื่องจาก PRM ถือหุ้นในสัดส่วนเพียง 10% และต้องใช้ระยะเวลา 5-7 ปี ถึงจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกันธุรกิจดังกล่าวไม่ได้มาต่อยอดกับธุรกิจเดิมโดยตรง

ทั้งนี้ ไม่ได้มีการนำโครงการดังกล่าวมาประเมินในประมาณการอยู่แล้ว จึงไม่ได้เป็นผลกระทบกับทิศทางผลประกอบการในปีนี้แต่อย่างได โดยยังคงมองว่าผลประกอบการไตรมาส 1/62 จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจเรือจัดเก็บน้ำมันกลางทะเล (FSU) ที่มีอัตรากำไรสูงสุดในพอร์ต ให้บริการเต็มไตรมาส 5 ลำเป็นครั้งแรกในรอบปี ส่วนเรือขนส่งน้ำมันต่างประเทศจะได้แรงหนุนจากค่าเช่าเรือ Aflamax ที่กลับเข้าสู่โหมดขาขึ้นเต็มตัว และเรือให้บริการตามแท่นขุดเจาะก็ถูกลากกลับไปใช้ที่แท่นเดิมหมดแล้ว

"ภาพระยะสั้นที่ไม่ได้โครงการแหลมฉบังเฟส 3 นั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อผลประกอบการอย่างแน่นอน เพราะเราไม่ได้เอาโครงการดังกล่าวเข้ามาประเมินราคาเหมาะสมตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งกำไรในธุรกิจเดิมยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จะมีความเสี่ยงอย่างเดียวคือทั้งหมดหยุดใช้น้ำมัน ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก"นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้าฯ กล่าว

บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ทิศทางผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1/62 จะดีกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/61 และดีกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/61 โดยมาจากธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศยังเติบโต โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจขนส่งน้ำมันในประเทศเติบจะเติบโตจากจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26 ลำ จาก 13 ลำในไตรมาส 1/61 ตามการรับรู้กองเรือของ Big Sea

สำหรับเรือขนส่งระหว่างประเทศ (Aframax) คาดรายได้เพิ่มขึ้น โดยได้รับปัจจัยบวกจากอัตราค่าขนส่งที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 61 และการปรับการเดินเรือให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าทั้ง SPOT และ Time Charter

ส่วนธุรกิจเรือ FSU ปัจจุบันอัตราการใช้เรือเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 100% หลังจากความต้องการใช้เรือของลูกค้ากลับมาตั้งแต่ปลายปี 61 ตามผลของการจะเริ่มบังคับใช้ IMO2020 ส่งผลให้มีลูกค้าต้องการเก็บน้ำมัน Low Sulfur มากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในธุรกิจนี้รายได้จะลดลงราว 15% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1/61 ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนเรือที่ลดลงเหลือ 5 ลำในปีนี้ จากปีก่อนที่ 7 ลำ แต่จะเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบไตรมาส 4/61

ด้านบทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ในปี 62 ผลประกอบการที่ดีขึ้นนั้นจะได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากความต้องการใช้ FSU ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสามารถลดค่ากำมะถันในน้ำมันตามเงื่อนไขขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ได้ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทปรับเพิ่มค่าเช่าได้ด้วย หลังจากที่เคยให้ส่วนลดกับลูกค้าในช่วงปี 60-61 ที่ผ่านมา จากความต้องการเรือ FSU ลดลง เพราะนโยบายของจีนในการอนุญาตให้โรงกลั่นอิสระนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้คาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/62 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 1/62 เนื่องจากบริษัทมีเรือ FSU เข้ามาใหม่อีก 2 ลำ ที่เริ่มดำเนินงานได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย. และเดือน พ.ค. ตามลำดับ ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้เข้ามาเต็มไตรมาสในช่วงไตรมาส 3/62 เป็นต้นไป


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

รับทราบและยอมรับ