IPOInsight: VRANDA หุ้นโรงแรมน้องใหม่แตกต่างด้วยดีไซน์ผสมผสานเรสซิเดนซ์ระดมทุนขยายธุรกิจ 3-5 ปี

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday April 30, 2019 15:06 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.วีรันดา รีสอร์ท (VRANDA) หุ้นน้องใหม่รายที่สอง SET ของปีนี้ที่เตรียมเข้าเทรดวันแรก 3 พ.ค.ในหมวดธุรกิจบริการ,การท่องเที่ยวและสันทนาการ ด้วยจำนวนหุ้นเสนอขายไอพีโอ 75 ล้านหุ้น ราคาจองซื้อหุ้นละ 10 บาท ชูความแตกต่างของเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ผสมผสานโรงแรมสไตล์รีสอร์ทและเรสซิเดนซ์เป็นจุดแข็งให้บริการกลุ่มลูกค้าพรีเมียม ระดมทุนรองรับเปิดโครงการใหม่เมืองท่องเที่ยวใน 3-5 ปีข้างหน้า

นายวีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์ หรือ"บุ๊ค" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร VRANDA ให้สัมภาษณ์"อินโฟเควสท์"ว่า เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้วมีจุดเริ่มต้นมาจากการพัฒนาโรงแรมแห่งแรกภายใต้ชื่อ "วีรันดา รีสอร์ท หัวหิน" โดยนำประสบการณ์จากโรงแรมในต่างประเทศรูปแบบ Boutique Hotel มาปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยึดหลักความเป็นผู้นำด้าน"Designed Brand"

โรงแรมของ VRANDA มีเป้าหมายชัดเจนในการเจาะกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติในระดับราคาห้องพักเฉลี่ย 4,300 บาท/คืน ปัจจุบันเปิดบริการแล้ว 5 แห่ง ประกอบด้วย วีรันดา รีสอร์ท หัวหิน, วีรันดาไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่, โซ โซฟิเทล แบงค็อก, วีรันดา รีสอร์ท พัทยา และแบรนด์ที่ซื้อกิจการเข้ามาอย่าง ร็อคกี้ บูติค รีสอร์ท ที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี

ส่วนโรงแรมที่อยู่ระหว่างพัฒนาอีก 1 แห่ง คือ โรงแรมเวอโซ หัวหิน คาดว่าจะสร้างเสร็จและเปิดให้บริการช่วงต้นปี 63

"จุดเริ่มต้นก่อนที่จะเข้ามาทำธุรกิจ "วีรันดา รีสอร์ท" ผมเองเรียนมาในสายบริหารธุรกิจด้านการเงิน เคยทำงานในวงการวาณิชธนกิจ ก่อนกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านเปิดโรงแรม 3 ดาวในจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้เรียนรู้หลักการบริหารโรงแรม และเข้ามาดูแลธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัว ซึ่งวันนี้ทั้ง 2 ธุรกิจได้ขายกิจการไปหมดแล้ว

และมีโอกาสเข้าไปทำงานใน บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ทำให้เรียนรู้เรื่องไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ประสบการณ์ทั้งหมดได้มาปรับใช้กับโรงแรม วีรันดา รีสอร์ท หัวหิน ซึ่งเป็นโครงการแรก เราพยายามออกแบบให้มีความแตกต่าง ให้พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่กว่าโรงแรมอื่น และก็ได้รับความนิยมค่อนข้างรวดเร็ว หลังจากนั้นมีโครงการอื่นๆเพิ่มเข้ามา"นายวีรวัฒน์ กล่าว

*นักพัฒนาอสังหาฯไฮบริด เรสซิเดนซ์-โรงแรมในพื้นที่เดียว

นอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว VRANDA ยังมีจุดเด่นในการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดหรือเรสซิเดนซ์ในพื้นที่เดียวกับโรงแรม ถือเป็นการผมสผสานสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยสามารถพื่นที่ใช้ส่วนกลางเหมือนเป็นผู้เข้ามาใช้บริการในส่วนของโรงแรมด้วย

ซีอีโอ VRANDA กล่าวว่า การนำแนวคิดสร้างเรสซิเดนซ์ในพื้นที่เดียวกันกับโรงแรม ถือเป็นโมเดลที่ช่วยทำให้คืนทุนได้เร็วขึ้น เพราะโดยปกติการลงทุนในธุรกิจโรงแรมต้องใช้ระยะเวลานานประมาณ 10 ปีกว่าจะคืนทุน โดยโมเดลลักษณะนี้มีผู้ประกอบการน้อยรายในอุตสาหกรรม ทำให้มีการแข่งขันไม่สูง

"ผมมองว่าธุรกิจเราเป็น Hospitality หรือ ธุรกิจการบริการ ไม่ได้เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่โมเดลสร้างเรสซิเดนซ์ในพื้นที่โรงแรม ทำให้ขายได้ง่ายเวลาคืนทุนแต่ละโครงการได้เร็วกว่าการลงทุนโรงแรมตามปกติ ยกตัวอย่างในทำเลพัทยา ได้นำโรงแรมมาอยู่ด้านหน้า 145 ห้อง จำนวน 4 ชั้นกับ 7 ชั้น ด้านหลังปรับให้เป็นคอนโดมิเนียมจำนวน 35 ชั้น 300 กว่ายูนิต มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ปัจจุบันขายไปได้แล้วกว่า 90% ในมุมของผู้ซื้อเรสซิเดนซ์ไปก็คุ้มค่า ได้ใช้บริการส่วนกลางของโรงแรมทั้งอาหารเช้า รูมเซอร์วิส ,สปา และสระน้ำบางโซน เป็นต้น และอีกจุดเด่นคือราคาขายต่อจะดีกว่าคอนโดมิเนียมทั่วไป เมื่อลงทุนไปแล้วจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมาด้วย"

*ระดมทุนรองรับพัฒนาโครงการใหม่ในเมืองท่องเที่ยช่วง 3-5 ปี

นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการ VRANDA ครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น หัวหิน,เชียงใหม่,กรุงเทพฯ,พัทยา และเกาะสมุย ซึ่งในแผน 3-5 ปีข้างหน้ามีแผนขยายไปตามเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ เช่น ภูเก็ต,กระบี่ ,พังงา ,เขาใหญ่ ,ระยอง และอีกหลายจังหวัด

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจภายหลังการระดมทุนแล้ว เบื้องต้นจะนำไปใช้ลงทุนพัฒนาโรงแรม เวอโซ หัวหิน จำนวน 39 ห้อง ปัจจุบันก่อสร้างแล้วกว่า 50% และโครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน มูลค่าโครงการ 2,462 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นไป ส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์แล้ว VRANDA ยังเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มชื่อดัง ทั้งร้านอาหาร ร้านขนมหวาน และเครื่องดื่ม บริษัทมีแผนขยายสาขาร้านเครื่องดื่ม KOF อีก 1 สาขาในช่วงปลายปีนี้ และภายในไตรมาส 2/62 จะขยายสาขา Skoop Beach Cafe อีก 2 แห่งที่โครงการเจ อเวนิว ทองหล่อ และ เดอ มาร์เช่ เชียงใหม่ พร้อมทั้งมีแผนขยายสาขาร้านชานมไข่มุก The Alley ใน เดอ มาร์เช่ เชียงใหม่ด้วย ซึ่งแผนงานทั้งหมดในธุรกิจนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 12 ล้านบาท

"ธุรกิจ VRANDA แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ปีที่แล้วสัดส่วนโรงแรม 54% โอนกรรมสิทธิ์เรสซิเดนซ์ 30% ที่เหลือเป็นรายได้ร้านอาหาร ปีนี้สัดส่วนเรสซิเดนซ์จะน้อย แต่ปี 63 จะมีเรสซิเดนซ์ที่หัวหินที่กำลังดำเนินการมูลค่า 2,462 ล้านบาท ล่าสุดมียอดขายแล้วกว่า 80% เชื่อมั่นว่าจะเริ่มรับรู้รายได้โอนกรรมสิทธิ์ได้ในปีหน้าช่วยผลักดันผลประกอบการ VRANDA เติบโตได้ชัดเจน

ผมมองว่าปีหน้าจะเป็นปีที่มากของบริษัทอีกหนึ่งปี แม้ว่าตามโครงสร้างธุรกิจหลักบริษัทมีรายได้ประจำทุกปีจากโรงแรม แต่ถ้าบางปีมีโอนกรรมสิทธิ์เรสซิเดนซ์ ผมมองเป็นโบนัสหรือกำไรพิเศษเข้ามาเพิ่ม ส่วนธุรกิจร้านอาหารในวันนี้ยังไม่ได้มุ่งขยายมากนัก แต่มีเพื่อการบริการครบวงจร ซึ่งในอนาคตถ้ามีโอกาสชัดเจน ก็น่าจะขยายเพิ่มเติมแน่นอน"นายวีรวัฒน์ กล่าว

*หุ้นน้องใหม่มั่นใจชื่อเสียง-จุดแข็งแสดงศักยภาพหนุนเสถียรภาพราคาในกระดานเทรด

นายวีรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้บริษัทมีความพร้อมเข้าจดทะเบียนซื้อขายใน SET หลังจากผ่านการเดินสายให้ข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันและรายย่อยซึ่งได้รับความสนใจอย่างดี โดยจากสำรวจความต้องการซื้อหุ้น (Book Building) ของสถาบันพบความต้องการซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายถึง 6 เท่า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต

"ธุรกิจโรงแรมไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดมานาน นักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนจองซื้อหุ้น IPO ถึง 64% ของหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด ทำให้เชื่อมั่นว่าราคาหุ้นของบริษัทจะเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพภายหลังจากเข้าตลาด จุดแข็ง VRANDA มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ประสบการณ์พัฒนาโครงการจากเป็นที่ดินก็ทำมาแล้ว ,ซื้อโรงแรมทำแล้ว ,และเรามีโมเดลคือการขายเรสซิเดนซ์ ทำให้คืนทุนเร็วขึ้น โมเดลแบบนี้มีไม่กี่รายที่ทำ จึงอยากฝากนักลงทุนพิจารณาหุ้น VRANDA ไว้ด้วย ถ้าให้นิยามผมเชื่อว่าเราคงเป็น "Growth stock"เพราะที่ผ่านมา 3 ปี เราขยายแค่หนึ่งโครงการ ซึ่งผมมองว่ายังช้าไป ถ้ามีเงินลงทุนที่พร้อมกว่านี้ ผมคงขยายไปได้เร็วกว่านี้แน่นอน"

สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง VRANDA ในปี 59 บริษัทมีรายได้รวม 1,210.90 ล้านบาท เป็นธุรกิจโรงแรมสัดส่วน 97.45% หรือ 1,183.45 ล้านบาท ส่วนในปี 60 มีรายได้รวม 1,731.25 ล้านบาท เป็นธุรกิจโรงแรมสัดส่วน 75.14% หรือ 1,300.78 ล้านบาท และมีรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 386.28 ล้านบาทหรือ 22.31%

ล่าสุดในปี 61 รายได้รวม 2,431.30 ล้านบาท มาจากธุรกิจโรงแรมในสัดส่วน 54.03% หรือ 1,313.61 ล้านบาท และมีรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 1,053.20 ล้านบาท หรือ 43.32% และที่เหลือมาจากธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม 20.53 ล้านบาท หรือ 0.84% ของรายได้รวม

https://youtu.be/o9C3mkn-mz0


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ