(เพิ่มเติม) "ธงชัย"ปลุก NOBLE จาก"ยักษ์หลับ"ตั้งเป้าดันยอดขายทะลุ 3 หมื่นลบ.ใน 3 ปี รุกหนักขยายกลุ่มลูกค้าต่างชาติ

ข่าวหุ้น-การเงิน 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 16:38 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม)

นายธงชัย บุศราพันธ์ ประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม และกรรมการผู้จัดการ บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะมียอดขายมากกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี และอัตราผลตอบแทนต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 30%โดย โดยจะยังคงรักษาอัตราส่วนของหนี้ต่อทุนสุทธิที่ 1.5 เท่า

"การกลับมาครั้งนี้ของผมจะเดินหน้าและผลักดันให้ NOBLE กลับมาเติบโตมากขึ้น และแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดได้ หลังจากที่ NOBLE เป็นยักษ์หลับมา 6 ปี"นายธงชัย กล่าว

บริษัทตั้งเป้ารายได้ในช่วง 3 ปีนี้ (ปี 62-64) อยู่ที่ 1-1.2 หมื่นล้านบาท/ปี โดยกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ช่วงแรกจะเป็นการเร่งระบายสต๊อกโครงการที่มีจำนวนยูนิตเหลือขายพร้อมโอน และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในยูนิตที่ยังขายไม่ได้ขายออกไป ซึ่งในส่วนนี้บริษัทจะมีการลดราคาลงมา เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความสนใจและทำให้สินค้าที่เหลือขายสามารถระบายออกไปได้เร็วขึ้น เพื่อสร้างรายได้กลับมาให้กับบริษัท

ปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่าสต๊อกรวมทั้งหมด 1.7 หมื่นล้านบาท โดยเป็นโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอนที่ยังไม่ได้ขายออกไปมูลค่ารวม 6 พันล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นโครงการรอขายที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่ บริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ที่จะทยอยรับรู้เข้ามาเป็นรายได้ในช่วง 3 ปีนี้ มูลค่ารวม 1.78 หมื่นล้านบาท

พร้อมกันนั้น บริษัทมีแผนการขายสินทรัพย์ประเภท Commercial ให้กับนักลงทุนที่สนใจ ซึ่งปัจจุบันได้ขายอาคาร Noble เพลินจิต Tower B มูลค่า 800 ล้านบาทไปให้กับกลุ่ม บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) แล้ว และบริษัทได้ทำการเช่าอาคารดังกล่าวจากบีทีเอสระยะเวลา 15 ปี และยังมีสินทรัพย์ประเภท Commercial เหลืออยู่อีก 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านบาท บริษัทจะทยอยขายออกไปให้กับนักลงทุนที่สนใจ หรืออาจจะจัดตั้งทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพื่อทำให้มีเงินทุนกลับมาใช้ลงทุนในอนาคต

"บริษัทวางเป้าหมายที่จะบรรลุผลสำเร็จทั้งหมดโดยการสร้างรายได้จากการขายโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ที่บริษัทฯ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการทั้ง 7 โครงการ และการปรับเพิ่มสัดส่วนของโครงการใน segment ที่มีการเติบโตและความต้องการสูง อาทิ ที่อยู่อาศัยคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายต่อตารางเมตรอยู่ระหว่างหนึ่งแสนถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท รวมถึงการจัดการประสิทธิภาพของพอร์ทการลงทุนในที่ดิน.ห้มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนในอัตราสูงขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างยอดขายในตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง"นายธงชัย กล่าว

นายแฟรงค์ เหลียง รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม NOBLE กล่าวว่า บริษัทยังมีสินทรัพย์ที่สร้างเสร็จพร้อมเพื่อการขายและส่งมอบมูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท และพื้นที่เชิงพาณิชย์มูลค่ากว่า 2.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน และไม่มีหนี้สินผูกพัน การเร่งสร้างยอดรับรู้รายได้จากสินทรัพย์ที่บริษัทมีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัทได้ในทันที และสามารถสร้างอัตราผลกำไรสุทธิที่เป็นที่น่าพอใจ

สำหรับโครงการในอนาคต บริษัทจะมีการเลือกเฟ้นที่ดินที่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะที่ดินแนวสถานีรถไฟฟ้า โดยได้ตั้งงบประมาณไว้ที่ 3 พันล้านบาทต่อปีในการจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม

นายธงชัย กล่าวว่ ในช่วง 3 ปีนี้ บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง 4-5 โครงการ/ปี โดยจะปรับราคาขายไปเน้นที่กลุ่มระดับราคา 100,000-150,000 บาท/ตารางเมตรมากขึ้น หรือราคาขายเฉลี่ย 3-7 ล้านบาท/ยูนิต ซึ่งเป็นระดับราคาที่มองว่ามีความเหมาะสมและลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้สินค้าสามารถขายออกได้อย่างรวดเร็ว

แต่ยังมีบางทำเลที่จะพัฒนาเป็นโครงการระดับราคา 200,000-300,000 บาท/ตารางเมตร หรือระดับราคา 10 ล้านบาท/ยูนิตขึ้นไป ซึ่งเป็นพอร์ตโครงการที่บริษัทพัฒนาส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งจะดูในเรื่องความเหมาะสมของราคาในแต่ละทำเล พร้อมกับปรับลดมาร์จิ้นของโครงการใหม่ลงเหลือ 17-18% ต่อโครงการ จากเดิมที่ 20% ต่อโครงการ เพื่อดึงดดูดลูกค้าให้สนใจมากขึ้น

ส่วนในปี 62 นายธงชัย กล่าวว่า บริษัททวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 4-5 โครงการ มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียมทั้งหมด โดยมี 2 แห่งที่จะเปิดขายในเร็วๆ นี้ คือในทำเลทองหล่อและวิทยุ อีกทั้งจะเน้นกระจายไปที่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ชาวต่างชาติขจากหลายประเทศสนใจเข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในไทย ไม่เพียงแต่กลุ่มลูกค้าสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และจีน เท่านั้น ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจะมีสัดส่วนยอดขายลูกค้าต่างชาติไม่ต่ำกว่า 40% จากเดิมอยู่ที่เพียง 28%

ด้านความร่วมมือกับกลุ่ม BTS ที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท 9.9% อยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าการลงทุนร่วมกับ NOBLE ของ BTS จะไม่มีความขัดแย้งกับการที่ BTS ลงทุนร่วมกับบมจ.แสนสิริ (SIRI) อย่างแน่นอน เพราะอาจจะมีรูปแบบการลงทุนแตกต่างกัน และปัจจุบันบริษัทยังเป็นลูกค้าของสื่อโฆษณาในเครือของ BTS อีกด้วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ