PPS มั่นใจแนวโน้มผลงาน Q2/62 โตต่อเนื่องจาก Q1/62 จากรับรู้รายได้งานที่อยู่ระหว่างดำเนินการบางส่วน-ธุรกิจใหม่

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday May 14, 2019 11:36 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพงศ์ธร ธาราไชย ประธานกรรมการบริหาร บมจ. โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (PPS) กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจของบริษัทฯ ในช่วงไตรมาส 2 ว่า จะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ โครงการสยามสินธร, Block H สยามสแควร์, The mall 2 รามคำแหง, โรงแรม Holiday Inn Samui, Soontareeya ขณะที่ภาคเอกชนมีการลงทุนในบางกลุ่มธุรกิจ อาทิ โรงแรม ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน กลุ่มค้าปลีก ซึ่งบริษัทสามารถรับงานได้บางส่วน อีกทั้งมีการรับงานจัดเก็บข้อมูลวัสดุให้กับบริษัทวัสดุก่อสร้างด้วยเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) ถือเป็นงานจากกลุ่มธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาเสริมศักยภาพในการรับงานให้บริษัทมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน อีกทั้งเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมประมูลงานในโครงการเมกะโปรเจกต์และงานกลุ่มโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ปัจจุบันบริษัทมี Backlog (ณ เม.ย.62) อยู่ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้จำนวน 150 ล้านบาทและหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะส่งผลให้รายได้ในปี้นี้เติบโตตามเป้าหมาย 10% หรือ 425 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2562 นายพงศ์ธร กล่าวว่า บริษัทมีรายได้รวม 130.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 97.91 ล้านบาท จำนวน 32.50 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 33.19 % และมีกำไรสุทธิ 11.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.73 ล้านบาท จำนวน 3.16 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 36.20%

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้ของโครงการที่เพิ่มเข้ามาในปลายปีที่แล้ว และโครงการอื่นๆของภาคเอกชน ที่รับรู้รายได้มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้เพิ่มเติมจาก PPS Oneworks ในงานจัดทำเอกสารเสนอโครงการของงานสนามบินอู่ตะเภา

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจัดตั้งบริษัท โปรเจคท์ วัน พร็อพเพอตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ด้วยความคิดที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากการทำงานด้านการพัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของโครงการ มาร่วมกับเจ้าของโครงการหรือผู้ลงทุนในการพัฒนาพื้นที่โครงการที่บริษัทเล็งเห็นศักยภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าโครงการให้สูงขึ้นและใช้เงินลงทุนที่เหมาะสมต่อขนาดธุรกิจของบริษัท

ขณะเดียวกัน บริษัทได้จำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดในหุ้นสามัญของบริษัท สวอน แอนด์ แมคคลาเรน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วม จำนวน 244,998 หุ้น ในราคาหุ้นละ 5.50 บาท หรือคิดเป็นราคาขายรวม 1.34 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ โดยเงินที่จะได้รับจากการขายหุ้นในส่วนนี้ จะนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ