แกรนด์ยูฯเปิดคอนโดฯใหม่มูลค่า 3.4 พันลบ.ย่านสาทรติดรถไฟฟ้าตั้งเป้ายอดพรีเซลล์ 50% วางแผนครึ่งปีหลังเปิดอีก 3 โครงการ

ข่าวหุ้น-การเงิน 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 16:38 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด ในเครือ บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ เป็นโครงการที่ 3 ของปีนี้ คือ โครงการ ANIL Sathorn 12 มูลค่า 3.4 พันล้านบาท เป็นอาคารสูง 42 ชั้น บนพื้นที่ 1-2-41.30 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 260,000 บาท/ตารางเมตร หรือราคาเริ่มต้น 11 ล้านบาท/ยูนิต และสูงสุด 200 ล้านบาท/ยูนิต ตั้งอยู่ติดรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีศึกษาวิทยา เปิดจองอย่างเป็นทางการ (Pre-Sales) วันที่ 15-16 มิ.ย.ตั้งเป้ายอดขายช่วง Pre-Sale ไว้ที่ 50% พร้อมกับจะนำไปขายให้กับลูกค้าชาวต่างชาติอีก 20% โดยนำโครงการไปโรดโชว์ที่ฮ่องกงและไต้หวั่นในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้

โครงการมีการออกแบบทั้งภายนอกและภายในเพื่อตอบรับมาตรฐาน WELL Building StandardTM โดยคำนึงถึงปัจจัยสุขภาพ 7 ข้อ ได้แก่ คุณภาพอากาศที่บริสุทธิ์ (Air), คุณภาพน้ำดื่มน้ำใช้ (Water), สุขภาวะด้านโภชนาการ (Nourishment), การออกแบบแสงสว่างที่เหมาะสม (Light), สุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย (Fitness), ความรู้สึกสบาย (Comfort) และ สุขภาวะทางจิตใจ (Mind) ผ่านฟังก์ชั่นดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้นด้วยห้องชุดเพดานสูง 3 เมตร วัสดุที่นำมาใช้ตกแต่งอาคารทุกชิ้นจะปลอดจากสารเคมี หรือ สารพิษที่ก่อมะเร็ง โดยทุกชิ้นที่ผ่านมาตรฐาน CDPH

นายปัฐวิน กล่าวอีกว่า ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้บริษัทวางแผนจะเปิดอีก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ เซียล่า จรัญฯ 13 สเตชั่น โครงการ เซียล่า เจริญนคร และโครงการ เดนิม จตุจักร โดยมีความมั่นใจว่าตลาดคอนโดมิเนียมยังคงไปต่อได้จากความต้องการซื้อในตลาดคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า และบริษัทเน้นการพัฒนาโครงการที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่ซื้ออยู่อาศัยจริง ทำเลที่เปิดโครงการจะมีซัพพลายของคอนโดมิเนียมในย่านนั้นเหลืออยู่ไม่มาก หรือมีซัพพลายเหลืออยู่เพียง 30% โดยทั้งปีนี้บริษัทวางแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ารวม 9.6 พันล้านบาท และได้เปิดไปแล้ว 3 โครงการ

นอกจากนี้ บริษัทจะมีการเดินหน้าระบายสต็อกที่ยังเหลือขายพร้อมโอนอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ ยู ดีไลท์ ซึ่งปัจจุบันมีสต็อกอยู่มูลค่า 2 พันล้านบาท จำนวน 500 ยูนิต ซึ่งในปี 62 จะทยอยขายออกไป 50% เพื่อสร้างรายได้กลับมาให้กับบริษัท ส่วนมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ของบริษัทมีอยู่กว่า 3 พันล้านบาท จะมีการทยอยโอนในปีนี้ราว 50%

ขณะที่ผลบังคับใช้ของเกณฑ์ LTV ที่เริ่มบังคับใช้ไปเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้รับผลกระทบเพราะปัจจุบันบริษัทเก็บเงินดาวน์ของลูกค้าชาวไทยในสูงกว่าเกณฑ์ โดยเก็บเงินดาวน์อัตรา 20% ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติบริษัทเก็บเงินดาวน์ 30% ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อการกู้ยืมของลูกค้า


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ