ฟิทช์ คงอันดับเครดิตของ 5 สถาบันการเงินไทยที่มิใช่ธนาคารซึ่งเป็นบริษัทลูกของสถาบันการเงินต่างประเทศ

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday June 10, 2019 17:59 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคารในประเทศไทย 5 แห่งที่เป็นบริษัทลูก (subsidiary) ของสถาบันการเงินต่างประเทศดังนี้

  • บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) หรือ EB ที่ ‘AA+(tha)’
  • บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MBKET ที่ ‘AA+(tha)’
  • บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ YSTH ที่ ‘AA(tha)’
  • บริษัทหลักทรัพย์โนมูระพัฒนสิน จำกัด (มหาชน) หรือ CNS ที่ ‘AA(tha)’
  • บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGS-CIMB TH ที่ ‘A(tha)’

โดยทั้ง 5 บริษัทมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

พร้อมกันนี้ฟิทช์ได้ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันสกุลเงินบาทของ บริษัท ไทยโอ-ริกซ์ ลีสซิ่ง จำกัด (หรือ TOLC) ที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต – อันดับเครดิตภายในประเทศและอันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ

อันดับเครดิตของ EB, MBKET, YSTH, CNS และ CGS-CIMB TH พิจารณาจากมุมมองของฟิทช์ว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ของแต่ละบริษัท ซึ่งคือ ACOM CO., LTD. (ACOM; A-/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ), และ Malayan Banking Berhad (Maybank, A-/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ), Yuanta Financial Holdings (YFHC; BBB+/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) และ Nomura Holdings Inc. (NHI; A-/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ/อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Viability Rating) ที่ bbb+) และ CGS-CIMB International Securities Pte Ltd. หรือ CGS-CSI

ฟิทช์มองว่า EB MBKET YSTH และ CNS มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ต่อบริษัทแม่ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายในภูมิภาคของกลุ่มและมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการการดำเนินงานร่วมกันกับบริษัทแม่ (synergy) นอกจากนี้บริษัทแม่ (หรือธนาคารแม่) ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเหล่านี้และมีอำนาจควบคุมการบริหารงานในบริษัทลูก โดยการผสานการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกันกับกลุ่ม (integration) และมีการให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่บริษัทลูกมาอย่างต่อเนื่อง

ฟิทช์มองว่า CGS-CIMB TH มีสถานะเป็นบริษัทลูกหลัก (core subsidiary) ของบริษัทแม่ (CGS-CSI) เนื่องจากบริษัทมีบทบาทสำคัญต่อบริษัทแม่ในฐานะที่เป็นบริษัทลูกที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่ม อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อเครือข่ายทางธุรกิจของ CGS-CSI นอกจากนี้ CGS-CSI ยังถือหุ้นเกือบทั้งหมดในบริษัทและยังมีการใช้ชื่อและสัญญลักษณ์ทางการค้าร่วมกันกับ บริษัทแม่ด้วย ทั้งนี้ความสามารถของ CGS-CSI ที่จะให้การสนับสนุนแก่ CGS-CIMB TH นั้นจะมาจากบริษัทแม่ระดับสูงสุดของกลุ่มซึ่งคือ China Galaxy Securities Co., Ltd. (CGS) ซึ่งมีโครงสร้างเครดิตที่พิจารณาจากโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน

อันดับเครดิตภายในประเทศของ CNS พิจารณาจากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ NHI แทนที่จะเป็นอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Foreign Currency Issuer Default Rating) เนื่องจากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ NHI มีปัจจัยสนับสนุนมาจากการคาดการณ์ของฟิชท์ว่า NHI จะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษนอกเหนือจากการดำเนินงานตามปกติจากรัฐบาลญี่ปุ่น (A/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถีรภาพ) ในกรณีที่มีความจำเป็นเนื่องจาก NHI มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศญี่ปุ่น และฟิทช์เชื่อว่าการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่ระดับบริษัทแม่ อาจจะไม่ครอบคลุมมาถึง CNS ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นบริษัทลูกหลัก

ฟิทช์ให้อันดับเครดิตของตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันของ EB ที่ระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ในการจัดอันดับเครดิตของฟิทช์

อันดับเครดิตโครงการหุ้นกู้ระยะสั้นของ CNS และ YSTH อยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นของ ทั้ง 2 บริษัท เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นภาระผูกพันที่ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันของบริษัท

ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต – อันดับเครดิตของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกัน

อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันของ TOLC พิจารณาจากการได้รับการค้ำประกันในลักษณะไม่มีเงื่อนไขและไม่สามารถเพิกถอนการค้ำประกันจากบริษัทแม่ซึ่งคือ ORIX Corporation ประเทศญี่ปุ่น (ORIX: ‘A-’/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ทั้งนี้อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ ORIX ที่ ‘A-’ อยู่ในระดับที่สูงกว่าอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาว (Long-Term Local-Currency IDR) ของประเทศไทยที่ ‘BBB+’ และสอดคล้องกับระดับอันดับเครดิตภายในประเทศไทยที่สูงที่สุด ซึ่งคือ ‘AAA(tha)’

ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต – อันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิ

ฟิทช์ให้อันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ด้อยสิทธิของ MBKET และ YSTH ต่ำกว่าอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของบริษัทแต่ละบริษัทอยู่ 1 อันดับ เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวมีความเสี่ยงของการขาดทุนจากการชำระคืนเงินกู้ (loss severity risks) มากกว่าเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ที่ไม่ด้อยสิทธิซึ่งมีลำดับการชำระหนี้ก่อน นอกจากนี้อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการที่หุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติรองรับผลขาดทุนระหว่างการดำเนินกิจการ (going-concern loss absorption features) และไม่มีคุณสมบัติการแปลงเป็นทุน (equity conversion)

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต – อันดับเครดิตภายในประเทศ และอันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ

อันดับเครดิตภายในประเทศของ MBKET, EB YSTH CNS และCGS-CIMB TH อาจได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของมุมมองของฟิทช์ต่อโครงสร้างเครดิตของบริษัทแม่แต่ละแห่ง

ฟิทช์อาจทำการปรับลดอันดับเครดิตหากฟิทช์เชื่อว่าโอกาสที่บริษัทแม่จะให้การสนับสนุนแก่บริษัทลูกมีการปรับตัวลดลง เช่น หากมีการลดสัดส่วนการถือหุ้น ลดระดับความเชื่อมโยงด้านการเงิน หรือลดระดับการควบคุมด้านการบริหารจัดการ ในทางกลับกันสำหรับ MBKET EB YSTH และ CNS ฟิทช์อาจปรับเพิ่มอันดับเครดิตของบริษัทลูกเหล่านี้ หากบริษัทลูกสามารถเพิ่มสัดส่วนการทำกำไรให้กับกลุ่มจนส่งผลให้มีบทบาทในเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้นในกลุ่ม

การเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิตภายในประเทศของ EB YSTH และ CNS อาจส่งผลกระทบไปในทิศทางเดียวกันต่ออันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต –อันดับเครดิตของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกัน อันดับเครดิตของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันของ TOLC เป็นอันดับเครดิตที่สูงที่สุดสำหรับอันดับเครดิตภายในประเทศแล้วจึงไม่สามารถปรับเพิ่มอันดับได้อีก ฟิทช์อาจปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันของ TOLC หากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ ORIX ปรับลดลงมาอยู่เท่ากับหรือต่ำกว่าอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของประเทศไทย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการปรับลดอันดับเครดิตของ ORIX หรือการปรับเพิ่มอันดับเครดิตของประเทศไทย

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต –อันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิ

การเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของ MBKET และ YSTH น่าจะส่งผลกระทบในทิศทางเดียวกันกับอันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิของบริษัททั้ง 2 แห่ง

รายละเอียดของอันดับเครดิตมีดังต่อไปนี้:

MBKET:

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวคงอันดับที่ ‘AA+(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นคงอันดับที่ ‘F1+(tha)’

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทคงอันดับที่ ‘AA(tha)’

EB:

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวคงอันดับที่ ‘AA+(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นคงอันดับที่ ‘F1+(tha)’

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันคงอันดับที่ ‘AA+(tha)’

YSTH:

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวคงอันดับที่ ‘AA(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นคงอันดับที่ ‘F1+(tha)’

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นของโครงการหุ้นกู้ระยะสั้น ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันคงอันดับที่ ‘F1+(tha)’

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทคงอันดับที่ ‘AA-(tha)’

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ คงอันดับที่ ‘AA-(tha)’

CNS:

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวคงอันดับที่ ‘AA(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นคงอันดับที่ ‘F1+(tha)’

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นของโครงการหุ้นกู้ระยะสั้น ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันคงอันดับที่ ‘F1+(tha)’

CGS-CIMB TH

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวคงอันดับที่ ‘A(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นปรับคงอันดับที่ ‘F1(tha)’

TOLC

-อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ค้ำประกันโดย ORIX คงอันดับที่ ‘AAA(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ