โบรกฯเชียร์"ซื้อ"ORI คาดผลงาน H2/62 ฟื้นจาก Backlog สูง พร้อมปรับแผนเพิ่มแนวราบ-ราคาสะท้อนปัจจัยลบแล้ว

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday June 12, 2019 16:06 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์ แนะนำ"ซื้อ"หุ้น บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) มองผลประกอบการครึ่งปีหลังน่าปรับตัวดีขึ้น ตามจำนวนโครงการที่เตรียมโอนกรรมสิทธิ์จำนวนมาก ประกอบกับบริษัทจะเปิดโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และโรงแรมปลายปีนี้ เชื่อว่าจะผลักดันการเติบโตได้อย่างชัดเจนในปี 63 ด้วย

นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับแผนปี 62 ด้วยการเปิดขายบ้านแนวราบมากขึ้น และลดโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการ LTV รวมทั้งมียอดขายรอโอน (Backlog) สูงถึง 3.41 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/62 คิดเป็นการรับประกันรายได้ปีนี้และปี 63 ในสัดส่วน 83% และ 68% ตามลำดับ

ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2/62 ผลงานคาดว่าจะทรงตัว แต่ยังโดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างซบเซาจากวันหยุดที่ค่อนข้างมาก โดยประเมินยอดโอนไตรมาสนี้ราว 3.0-3.2 พันล้านบาท มาจากยอดโอนกรรมสิทธิ์หลักมาจากบ้านเดี่ยวแบรนด์ BRITANIA คาดบันทึกเป็นรายได้ราว 1.5-1.7 พันล้านบาท และราคาหุ้น ORI ที่ปรับลดลงมาสะท้อนผลกระทบจากมาตรการ LTV ไปแล้ว

ราคาหุ้น ORI ช่วงบ่ายอยู่ที่ 7.50 บาท ลดลง 0.10 บาท (-1.32%) ขณะที่ดัชนี SET บวก +0.71%

          โบรกเกอร์                    คำแนะนำ                ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          ทิสโก้                          ซื้อ                      11.10
          กสิกรไทย                       ซื้อ                      11.10
          เคทีบี(ประเทศไทย)               ซื้อ                      10.00
          เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)    ซื้อเก็งกำไร                 9.80
          เอเอสแอล                      ซื้อ                       9.80
          เคทีซีมิโก้                       ซื้อ                       9.40
          ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ                ซื้อ                       8.70

นางสาวเติมพร ตันติวิวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่าราคาหุ้น ORI ได้รับปัจจัยลบจากที่มาตรการ LTV ไปแล้ว โดยคาดผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/62 จะออกมาไม่ได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/62 ที่บริษัทมีรายได้เพิ่มจากการขายส่วนลงทุนในโครงการพระราม 4 ทำให้มีกำไรพิเศษจากเงินลงทุนประมาณ 213 ล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น ตามจำนวนโครงการที่เตรียมที่จะโอนกรรมสิทธิ์จำนวนมาก ประกอบกับบริษัทจะมีการเปิดโครงการที่เป็นเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และโรงแรมให้บริการได้ปลายปีนี้ ซึ่งจะส่งผลการเติบโตได้อย่างชัดเจนในปี 63 ด้วย

"ปีนี้เรามองว่าผลประกอบการคงไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นแล้ว เพียงเป็นการเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ก็ถือว่าดี ส่วนเรื่องของมาตรการ LTV ยอมรับว่าเป็นผลกระทบให้ยอดปฎิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นผลกระทบทั้งอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนไปในราคาหุ้นทั้งหมดแล้ว"นางสาวเติมพร กล่าว

บล.เอเอสแอล ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ORI มีแนวโน้มไตรมาส 2/62 จะทรงตัว แต่ยังโดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างซบเซาจากวันหยุดที่ค่อนข้างมาก ส่งผลให้กิจกรรมการขายและโอนกรรมสิทธิ์ชะลอตัว โดยประเมินยอดโอนไตรมาสนี้ราว 3.0-3.2 พันล้านบาท ซึ่งยอดโอนหลักมาจากบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ BRITANIA คาดบันทึกเป็นรายได้ราว 1.5 - 1.7 พันล้านบาท ส่วนโครงการคอนโด B-LOFT คาดบันทึกรายได้ราว 170 ล้านบาท และจากโครงการ park24 อีกราว 600 ล้านบาท

ทั้งนี้ มองว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง และจะสูงสุดในไตรมาส 4/62 เพราะมีโครงการเสร็จพร้อมโอนได้มากขึ้น

ส่วนผลกระทบจากมาตรการ LTV ที่ผ่านไปแล้ว 2 เดือน ผลกระทบต่อ ORI มองว่าอยู่ในกรอบจำกัด เฉพาะกลุ่ม segment ที่มีราคา 3-5 ล้านบาท เช่น โครงการ Notting Hill ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 โครงการที่สร้างแล้วเสร็จ แต่อย่างไรก็ตามด้วยยอดขายสะสมที่มีมากกว่า 70% จึงได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่ขณะที่โครงการ ongoing project อย่าง Notting Hill Saphanmai ที่มียอดขายสะสมเพียง 20% จะได้รับผลกระทบที่มากกว่า โดยมีการปรับลดความเร็วของยอดขายในกลุ่มนี้ลงเพื่อสะท้อนปัจจัยลบจากมตรการ LTV และบริษัทเริ่มขยายพอร์ทแนวราบมากขึ้นเป็นสัดส่วน 23% : 77% จากเดิม 11% : 89% ผ่านแบรนด์ Park Villa ที่ช่วยจับลูกค้าที่เป็น real demand มากขึ้น

ด้าน บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เห็นว่า ORI ได้ปรับแผนปี 62 ด้วยการเปิดขายบ้านแนวราบมากขึ้น โดยการเปิดขายเป็น 9.7 พันล้านบาท จากเดิมที่ 6 พันล้านบาท และปรับลดเปิดขายคอนโดเพื่อลดความเสี่ยงด้านการปล่อยกู้จากมาตรการ LTV ใหม่เป็น 1.77 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ 2 หมื่นล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามยังคงเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 2% จากปีก่อน

นอกจากนี้ บริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) สูง ช่วยรับประกันรายได้เป็นอย่างดี โดย ณ สิ้นไตรมราส 1/62 อยู่ที่ 3.41 หมื่นล้านบาทคิดเป็นการรับประกันรายได้ปีนี้และปี 63 ในสัดส่วน 83% และ 68% ตามลำดับ ด้านธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และโรงแรมจะเริ่มเปิดให้บริการได้ปลายปีนี้ สำหรับการเปิดขายโครงการใหม่จะคึกคักมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้ทั้งแนวราบและแนวสูง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ