ข่าวอินโฟเควสท์
01:29 เครื่องบินแอร์อินเดียลงจอดฉุกเฉินที่กรุงนิวเดลี หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้   สื่อรายงานว่า เครื่องบินของสายการบินแอร์อินเดียได้ลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอาก…
01:16 "หัวเว่ย"ออกแถลงการณ์ค้านสหรัฐนำบริษัทในเครือขึ้นแบล็กลิสต์   บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีของจีน ออกแถลงการณ์คัดค้านการที่สหรัฐจะนำบริษัทในเครืออีก …
00:47 จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถบรรทุกน้ำมันระเบิดในแทนซาเนียพุ่งเกือบ 100 ราย   เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถบรรทุกน้ำม…
00:33 "บักกิ้งแฮม"โต้ข่าว"เจ้าชายแอนดรูว์"พัวพันคดีทางเพศของ"เอปสไตน์"   สำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวที่ว่า เจ้าชายแอนดรูว์ โอรสองค…
00:10 จีนเรียกร้องสหรัฐรักษาคำพูดในประเด็นเกี่ยวกับฮ่องกง   กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเรียกร้องให้สหรัฐรักษาคำพูดในประเด็นที่เกี่ยวกับฮ่องกง ทั้งนี้…

NCH กวาดยอดขายโครงการในสต็อก H1/62 กว่า 1 พันลบ.ลุยเปิด 4-5 แนวราบใน H2/62 หลังปรับกลยุทธรับผลกระทบ LTV

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562 16:53:25 น.

นายสมนึก ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็น.ซี เฮ้าส์ซิ่ง (NCH) เปิดเผยว่า ยอดขายในช่วงครึ่งแรกปีนี้ทำได้แล้วกว่า 1 พันล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 2.8 พันล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการขายโครงการในสต็อก ขณะที่บริษัทไม่ได้มีการเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามภาวะภาคอสังหาริมทรัพย์หลังจากที่มาตรการ LTV ใหม่บังคับใช้ในช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มเห็นแนวโน้มการชะลอตัวของการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งบริษัทก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะจากจำนวนลูกค้าที่เข้าชมโครงการลดลงไป 10%

ทั้งนี้ บริษัทมองว่ามาตรการ LTV จะยังคงกดดันภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 2/62 และไตรมาส 3/62 ซึ่งเป็นการปรับสมดุลของตลาดหลังจากช่วงที่ผ่านมา 2-3 ปีภาคอสังหาริมทรัพย์มีความร้อนแรงในบางกลุ่มสินค้าที่มีซัพพลายออกมาในตลาดมาก และจะเริ่มค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ประกอบกับความชัดเจนของการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และเตรียมจะผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ออกมาตรการช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น ทำให้ทุกภาคส่วนเกิดความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ดังนั้น ในครึ่งปีหลังนี้บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผนงาน 4-5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นแนวราบทั้งหมด ในทำเลชานเมืองกรุงเทพมหานคร โซนเหนือ โซนตะวันตก และโซนใต้ การพัฒนาโครงการในปัจจุบันจะเน้นไปที่แนวราบเป็นหลัก เจาะกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง เพราะเป็นตลาดยังมีความต้องการสูง และเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางขึ้นไปที่มีกำลังซื้อ ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากหากเกิดความเสี่ยงที่มาจากมาตรการภาครัฐและปัจจัยอื่นๆ ที่อาจกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์

"ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา การขายและการโอนของบริษัทเป็นโครงการแนวราบกว่า 90% จะมีคอนโดที่เหลือขายอยู่ที่พัทยาและเชียงใหม่ก็น้อยมากแล้ว ซึ่งเราก็มาเน้นพัฒนาโครงการแนวราบที่มีกลุ่มลูกค้า Real Demand ที่มีความต้องการซื้ออยู่จริงๆ และเป็นกลุ่มสินค้าที่มีซัพพลายออกมาไม่เยอะเท่าคอนโดมิเนียมที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คอนโดมีซัพพลายออกมาเยอะมาก และเมื่อเกิดปัจจัยมากระทบคอนโดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด"นายสมนึก กล่าว

ด้านรายได้ของบริษัทในปีนี้ นายสมนึก ยังมั่นใจทำได้ตามเป้าหมาย 1.8 พันล้านบาท โดยที่คาดว่ารายได้ไนช่วงครึ่งปีหลังจะสูงกว่าครึ่งปีแรก เพราะจะมีการทยอยโอนโครงการแนวราบใหม่ที่เตรียมเปิดตัว ประกอบกับมีรายได้จากการขายโครงการที่เป็นสต็อกที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 3 พันล้านบาท จะทยอยระบายออกไป พร้อมกับการออกแคมเปญต่างๆ เพิ่มเติมในช่วงงานมหกรรมบ้านและคอนโด เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ามีความสนใจมากขึ้น

สำหรับโครงการบ้านฟ้า กรีนเนอรี่ ทิวา ปิ่นเกล้า สาย 5 มูลค่า 750 ล้านบาท เป็นโครงการใหม่โครงการแรกที่เปิดในปีนี้ เป็นบ้านแฝดและบ้านเดี่ยวที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 138-242 ตารางเมตร ขนาด 3-4 ห้องนอน จำนวน 130 ยูนิต ราคาขาย 4.5-13 ล้านบาท ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง ใกล้โครงการรถไฟฟ้าสายแดงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทตั้งเป้ายอดขายจากโครงการดังกล่าวในช่วงไตรมาส 3/62 ไว้ที่ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงการเปิดการขายอย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะปิดการขายได้ในช่วง 2.5-3 ปีนี้

นายสมนึก ยังกล่าวถึงการลงทุนธุรกิจ Intermediate care และ Wellness รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งเป็นการรับดูแลผู้สูงอายุและรองรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลใกล้เคียง ผ่านการร่วมทุนกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เดอะแคร์แอนด์เฮลธ์ กรุ๊ป ที่ NCH ถือหุ้นสัดส่วน 60% ในบริษัทร่วมทุน คือ บริษัท ศิริอรุณ เวลเนส จำกัด ซึ่งจะเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของตึกศิริอรุณ และเช่าชั้นที่ 4 และ 5 ของตึกอรุณเฮ้าส์ 39 เพื่อใช้ในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นการต่อยอดการขยายไปสู่ธุรกิจสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และเป็นการเสริมการให้บริการกับลูกบ้านของบริษัท เพี่อสร้างรายได้จากการบริการเพิ่มขึ้นมาต่อยอดจากธุรกิจหลัก และเติมเต็มการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างครบวงจรมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มให้บริการในช่วงปลายปี 62 ช่วงแรกจะให้บริการแก่ลูกบ้านของบริษัทก่อน และจะทยอยขยายไปสู่การให้บริการลูกค้าอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง