ข่าวอินโฟเควสท์
17:03 รัฐบาลอังกฤษขานรับจีนปล่อยตัวจนท.สถานกงสุลประจำฮ่องกง   รัฐบาลอังกฤษแสดงความยินดีในวันนี้กับการที่รัฐบาลจีนได้ปล่อยตัวนายไซม่อน เฉิง เจ้าหน้าที…
16:38 สื่อเผยตำรวจฮ่องกงใช้แก๊สน้ำตาหวังสลายกลุ่มผู้ประท้วงวันนี้   สื่อต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจฮ่องกงได้ใช้แก๊สน้ำตาในวันนี้ เพื่อพยายามจะสลายกลุ่ม…
16:14 "อรุณ เจทลีย์" อดีตรมว.คลังอินเดีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 66 ปี   นายอรุณ เจทลีย์ อดีตรมว.คลังของอินเดีย เสียชีวิตแล้วในวันนี้ที่โรงพยาบาล AIIMS …
15:09 ไต้หวันเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเกินคาด ได้อานิสงส์จากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน   กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันเปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น…
13:43 "ทรัมป์" เผยจะไม่ยับยั้ง หาก "พาวเวล" ขอลาออกจากตำแหน่ง   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้วิพากษ์วิจารณ์นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลาง…

บลจ.ไทยพาณิชย์ ออก SCB Mixed Fund Series กระจายลงทุนสร้างโอกาสรับผลตอบแทนชัดเจนทุกสภาวะตลาด ,ขายวันนี้- 22 ก.ค.

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 17 กรกฎาคม 2562 14:38:35 น.

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวกองทุนใหม่ SCB Mixed Fund Series ซึ่งเป็นกองทุนจัดสรรสินทรัพย์ที่มีเป้าหมายเป็นอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์มิกซ์ มายด์ (SCB Mixed – Mild Fund) มีอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดประมาณ 4% กองทุนเปิดไทยพาณิชย์มิกซ์ คลาสสิค (SCB Mixed - Classic Fund) มีอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดประมาณ 6% และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์มิกซ์ สไปซี่ (SCB Mixed - Spicy Fund) มีอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดประมาณ 8% โดยอัตราผลตอบแทนที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัด เป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี สำหรับระยะเวลาการลงทุนตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ด้วยมูลค่ากองทุนละ 5,000 ล้านบาท เปิดเสนอขายครั้งแรกตั้งแต่วันนี้-22 กรกฎาคม 2562 นี้ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท

ทั้ง 3 กองทุนจะกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือกทั้งในและต่างประเทศ และการบริหารการลงทุนที่มีกำหนดเป้าหมายอัตราผลตอบแทนเช่นนี้ ทำให้ผู้ลงทุนสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนได้ชัดเจนขึ้นในทุกสภาวะตลาด

ทั้งนี้ แต่ละกองทุนจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยกองทุนเปิดไทยพาณิชย์มิกซ์ มายด์ จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย เช่น ไม่เกิน 50 % ของ NAV  กองทุนเปิดไทยพาณิชย์มิกซ์ คลาสสิค จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนปานกลาง เช่น ไม่เกิน 80 %ของ NAV และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์มิกซ์ สไปซี่  จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนสูง เช่น มากกว่า 80 %ของ NAV

ในเบื้องต้นกลุ่มกองทุนที่คาดว่าผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุน ประกอบด้วย กองทุนหุ้นไทย ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET50 INDEX (SCBSET50)กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ซีเล็คท์ อิควิตี้ ฟันด์ (SCBSE) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุน Mid/Small Cap (SCBMSE) กองทุนหุ้นต่างประเทศ ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ บิลเลียนแนร์ (SCBBLN) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยุโรปสมอลแคป (SCBEUSM)

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นโกลบอลเฮลธ์แคร์  (SCBGHC)กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นญี่ปุ่น (SCBNK225)  กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (SCBS&P500)  กองทุนตราสารหนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ พลัส (SCBFP) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลสตราทีจิก อินเวสเมนท์ (SCBGSIP) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่(SCBEMBOND)และกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (SCBPINA) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ THB เฮดจ์ (SCBGOLDH)

"คอนเซปต์การลงทุนกองทุน SCB Mixed Fund Series เป็นมุมมองการลงทุนในระยะยาวสำหรับแผนการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน ในทุกสัปดาห์ผู้จัดการกองทุนจะติดตามและปรับสัดส่วนการลงทุนระยะสั้น โดยมีกระบวนการเริ่มต้นจากมุมมองมหภาคและโมเดลการลงทุน มีประมาณการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน การเลือกลงทุนในแต่ละประเภทสินทรัพย์ผ่านกองทุน บลจ.ไทยพาณชิย์ และปรับสัดส่วนการลงทุนในรายประเทศ รายอุตสาหกรรมรวมถึงธีมการลงทุน ตรวจสอบและติดตามผลการลงทุน ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีช่วงระยะเวลาการลงทุนที่แนะนำ 3 ปีขึ้นไป" นายณรงค์ศักดิ์กล่าว

บลจ.ไทยพาณิชย์ มองสถานการณ์การลงทุนช่วงครึ่งปีหลังว่า ประเด็นสงครามการค้ายังไม่จบง่ายๆ และจะกลายเป็นสงครามแย่งความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีถึงแม้สหรัฐอเมริกา-จีน จะเจรจาจบไปแล้วในการประชุมG20 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่แนวโน้มการแข่งเทคโนโลยียังดำเนินต่อ และทำให้ประเทศต่างๆ อาจต้องเลือกข้างว่าจะใช้เทคโนโลยีค่ายไหนระหว่าง สหรัฐฯ-จีน ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตในอัตราชะลอลง เริ่มจากประเทศเศรษฐกิจหลักๆ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน อย่างไรก็ตามการชะลอไม่ใด้แปลว่าจะเกิดวิกฤติ เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เห็นควรให้สนับสนุนมากขึ้นต่อนโยบายการเงินผ่อนคลาย  โดยมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 30-31 ก.ค. นี้

นอกจากนี้ตลาดยังมองว่าปีนี้อาจลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง และอาจมีครั้งที่ 3 ในต้นปีหน้าหากเศรษฐกิจต้องการความช่วยเหลือ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปกำลังจะได้ผู้นำคนใหม่ คริสติน ลาการ์ด ซึ่งน่าจะดำเนินการนโยบายผ่อนคลายตามที่มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรปส่งสัญญาณไว้ ส่วนธนาคารกลางจีนพร้อมกระตุ้นด้วยนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายด้วยเช่นกัน เช่นการลดอัตราส่วนสำรองขั้นต่ำของภาคธนาคาร

สำหรับประเทศไทยนั้นต้องอาศัยการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อสู้กับการชะลอของการส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า ซึ่งเศรษฐกิจโลกจะทำให้การส่งออกหดตัวรวมถึงภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอาจล่าช้าออกไปในช่วงแรก จากการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณประจำปี 2563 ล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมองเห็นโอกาสที่เม็ดเงินไหลเข้าตลาดเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาต่างชาติลดการถือครองหุ้นไทยไปมากแล้วซึ่งรัฐบาลใหม่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ อีกทั้งค่าเงินบาทยังมีพื้นฐานแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ สามารถดึงดูดเม็ดเงินให้เข้าอย่างต่อเนื่อง

โดยบลจ.ไทยพาณิชย์ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทย ซึ่งจะได้รับผลดีจากสภาพคล่องภายในประเทศที่ยังล้นและสามารถเติบโตต่อไปได้แม้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล่าช้าแต่ไม่ได้ยกเลิก ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นการบริโภค และอาจมีแรงส่งจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย ตลอดจนการฟื้นตัวด้านท่องเที่ยวในระยะยาวที่คาดว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเนื่องจากเศรษฐกิจโลกแค่ชะลอตัวแต่ไม่ได้เกิดวิกฤต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง