(เพิ่มเติม) PSTC ตั้งเป้ารายได้ปี 67 โตแตะ 1.2 หมื่นลบ. หลังควบรวม BIGGAS พร้อมปรับแผนยกเลิกนำเข้าตลาดหุ้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday August 7, 2019 16:07 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) PSTC ตั้งเป้ารายได้ปี 67 โตแตะ 1.2 หมื่นลบ. หลังควบรวม BIGGAS พร้อมปรับแผนยกเลิกนำเข้าตลาดหุ้น

นายภาณุ ศีติสาร ประธานกรรมการ บมจ.เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้าหมายรายได้ปี 67 จะเติบโตแตะระดับ 1.2 หมื่นล้านบาท หลังการควบรวมกิจการบริษัท บิ๊กแก๊ส เทคโนโลยี จำกัด (BIGGAS) ด้วยวิธีการแลกหุ้น ส่งผลให้บริษัทถือหุ้นใน BIGGAS เป็น 100% จากปัจจุบันที่ถืออยู่ 51% ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ BIGGAS ก็จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท

พร้อมกันนี้ได้ยกเลิกแผนการนำหุ้น BIGGAS เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากกลางปี 61 ได้ว่าจ้างให้บล.ฟินันเซีย ไซรัส เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการทำข้อมูลยื่นแบบไฟลิ่ง ทำให้พบข้อจำกัดหลายประการในการนำ BIGGAS เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น โครงสร้างธุรกิจที่ยากจะแยกออกมาชัดเจน เนื่องจากอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีความใกล้เคียงและเหลื่อมล้ำกันอยู่ ทำให้อาจจะมีประเด็นจำกัดขีดความสามารถซึ่งกันและกัน, การพึ่งพิงรายได้จากการที่ BIGGAS มีแนวโน้มรายได้ที่เติบโตในระยะยาว อาจจะเป็นอุปสรรคทำให้ตลาดมีมุมมองไม่ยินยอมให้ Spin Off, ภาระหนี้สิน และการกู้ยืมเงินของบริษัทย่อย จากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ทำให้บริหารจัดการยาก หากถือหุ้น 51% ไม่ว่าจะโครงสร้างทางการเงิน โครงสร้างเงินกู้

นอกจากนี้ภาวะตลาดการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในขณะนี้ค่อนข้างชะลอตัวลง และราคาหุ้น IPO ที่ถูกกดราคาลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/E ของอุตสาหกรรม ถึงจะสามารถขาย IPO ได้หมด หรือมีการรับประกันการจำหน่าย ซึ่งจากที่คำนวณ เดิมบริษัทคาดหวังว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่เมื่อตลาด IPO ไม่เอื้อ อาจจะทำให้ได้เงินจากการระดมทุนต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งไม่คุ้มกับการที่ต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไป

นอกจากนี้ยังมองว่าการเกิดผลิตภัณฑ์ 2 ผลิตภัณฑ์ ที่มีโครงสร้างการบริหารที่ใกล้เคียงกัน อาจจะส่งผลให้นักลงทุนย้ายไปถือหุ้นที่มีแนวโน้มอุตสาหกรรมที่เติบโตชัดเจน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน ไม่ว่าค่าเบี้ยประชุมกรรมการ ค่าผู้สอบ ค่าการจัดการบริหารงานในการเป็นบริษัทจดทะเบียน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง ซึ่งหากประหยัดได้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การไม่แข่งขันกันเองในอนาคต ซึ่งยากที่จะควบคุม เนื่องจากธุรกิจทั้งสองบริษัทอยู่ในเรื่องพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกัน การเกิดความร่วมมือกับพันธมิตรของแต่ละฝ่ายอาจจะมีข้อจำกัด และส่งผลเสียต่อกันและกัน

ดังนั้น เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ของกันและกัน และมองเห็นถึงการสร้างความเจริญเติบโตแบบยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาว บริษัทจึงเห็นร่วมกันกับผู้ถือหุ้น BIGGAS ว่า ควรที่ทำการควบรวมกัน โดยการทำ Share Swap ซึ่งน่าจะเป็นการทำให้กิจการขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ในทุกมิติ และไม่ขัดแย้งกันเอง เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง

อนึ่ง คณะกรรมการ PSTC เมื่อวานนี้ อนุมัติการรับโอนหุ้น BIGGAS จำนวน 49% จากบริษัท บีจีที โฮลดิ้ง จำกัด (BGTH) ด้วยมูลค่า 4.26 พันล้านบาท ส่งผลให้บริษัทถือหุ้นใน BIGGAS เพิ่มเป็น 100% จากเดิม 51% ขณะที่บริษัทจะชำระค่าโอนหุ้น BIGGAS ด้วยหุ้นเพิ่มทุนที่จะออกใหม่ให้กับ BGTH จำนวน 4.98 พันล้านหุ้น เสนอขายที่ราคาหุ้นละ 0.86 บาท โดยคาดว่าการเข้าทำรายการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/62

สำหรับ BGTH เป็นนิติบุคคลซึ่งมีนายธนัช ปวรวิปุลยากร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PSTC ภายหลังการรับโอนกิจการดังกล่าวแล้ว โดยกลุ่มธนัชจะถือหุ้นใน PSTC รวมประมาณ 35% ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ก่อตั้งของ PSTC ซึ่งประกอบด้วย นายโสมพัฒน์ ไตรโสรัส นางวัลลภา ไตรโสรัช นายภาณุ ศีติสาร และนายพระนาย กังวาลรัตน์ จะยังถือหุ้นในสัดส่วน 35% จากเดิมที่ถืออยู่ราว 60% ส่วนที่เหลือเป็นพันธมิตรรายใหญ่อีกประมาณ 5% โดยยังคงมีฟรีโฟลตในระดับ 25%

นายภาณุ กล่าวว่า ภายหลังการควบรวม BIGGAS ทำให้ PSTC มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาที่ 9 พันล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 7 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทก็อยู่ระหว่างศึกษาการย้ายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี 63 เพื่อเป็นการสร้างโอกาสการเติบโตต่อไป

ด้านนายพระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ PSTC กล่าวว่า แผนการดำเนินงานหลังจากการควบรวม BIGGAS แล้ว โครงสร้างธุรกิจจะมีด้วยกัน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก และอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานหลัก โดยมีเป้าหมายเติบโตทั้งในและต่างประเทศ, ธุรกิจระบบไฟฟ้า และ Engineering Management ,ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (EPC ) โรงไฟฟ้า และงาน EPC ด้าน Oil&Gas , ธุรกิจจำหน่ายแก๊ส ทุกประเภท ที่ดำเนินงานภายใต้ BIGGAS และธุรกิจส่งน้ำมันทางท่อ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทย่อย บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN)

สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน บริษัทตั้งเป้ามีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพิ่มเป็น 200 เมกะวัตต์ (MW) ภายใน 3 ปี หลังจากรัฐบาลจะปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ ปี 2561-2580 (PDP2018) ใหม่ เพื่อส่งเสริมให้พลังงานทดแทนเติบโต โดยบริษัทก็ได้โฟกัสในเรื่องของ Private PPA และโรงไฟฟ้าชุมนุมต่าง ๆ ขณะเดียวกันบริษัทก็มีเป้าหมายจำหน่ายไฟฟ้าที่ไม่ได้มาจากพลังงานทดแทนด้วย ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะรู้ผลได้ในเร็ว ๆ นี้

ธุรกิจการจำหน่ายแก๊ส ทั้งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ 2 พันล้านบาท คาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง และ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ปัจจุบันมีสถานีบริการ NGV ซึ่งเป็นสถานีบริการตามแนวท่อของบมจ.ปตท. (PTT) จำนวน 2 แห่งรวมถึงการขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายของปตท. ก็มีสิทธิขาย LNG นอกท่อ ที่ท่อของปตท.ไปไม่ถึง โดยปีนี้มีรายได้เริ่มต้นแล้วมากกว่า 100 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 63 คาดมีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าธุรกิจดังกล่าวจะสร้างเติบโตอย่างมากในอนาคต

ธุรกิจส่งน้ำมันทางท่อ ที่ผ่านมากลุ่มบริษัท TPN ได้เข้าไปลงทุนวางท่อส่งน้ำมันตั้งแต่ จ.สระบุรี ไปจนถึง จ.ขอนแก่น รวมระยะทาง 350 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/64 ซึ่งจะส่งผลให้ในปี 64 จะมีรายได้จากการขนส่งน้ำมันทางท่อเข้ามา และในระยะถัดไปบริษัท ก็อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเพิ่มจากจ.ขอนแก่น ไปยังประเทศลาว โดยบริษัทก็อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรหลายราย เพื่อเข้ามาร่วมลงทุนใน TPN คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในไตรมาส 3/62 ซึ่งการเข้ามาของพันธมิตรจะช่วยลดภาระเรื่องของการลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงิน และการพัฒนาโครงการ อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 51%

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง EPC ทำระบบไฟฟ้า โรงไฟฟ้า, ท่อน้ำมัน, ท่อแก๊ส ก็เชื่อว่ายังมีการเติบโตต่อเนื่อง

"การควบรวมที่จะเกิดขึ้น จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจทั้งหมด โดยภายหลังการควบรวมจะเกิดภาพของการช่วยกัน และขยายธุรกิจ ตามวิสัยทัศน์ที่เราได้วางไว้ คือการเป็นผู้นำทางด้านบริหารจัดการระบบไฟฟ้า และพลังงานของประเทศ"

นายพระนาย กล่าวอีกว่า เป้าหมายของกลุ่มบริษัทคือการเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของ 5 กลุ่มธุรกิจ โดยปีนี้คาดว่ารายได้จะเติบโต 25-30% ตามการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือที่มีอยู่ 3 พันล้านบาทในช่วง 2 ปีนี้ โดยในครึ่งหลังปีนี้บริษัทมีแผนจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ของโรงไฟฟ้าชีวภาพ 4.6 เมกะวัตต์ ในปลายเดือนส.ค.นี้ และอยู่ระหว่างเจรจากับทางภาครัฐ ในโครงการใหม่ ๆ ที่รัฐสนับสนุน เช่น โรงไฟฟ้าชุมชน

ส่วนปี 63 คาดรายได้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด 40% จากการจำหน่ายแก๊สมากกว่า 1,000 ล้านบาท และการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ และในปี 64 คาดว่ารายได้น่าจะเติบโตได้ราว 30-40% ตามเป้าหมาย ซึ่งจะมาจากธุรกิจการจำหน่ายแก๊สเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายรายได้ในปี 65 จะเพิ่มเป็น 8 พันล้านบาท ซึ่งจะมาจากธุรกิจการจำหน่ายแก๊ส 50%, ธุรกิจส่งน้ำมันทางท่อ 15%, ธุรกิจการจำหน่ายไฟฟ้าฯ 20-30%, EPC 10-20% และที่เหลือเป็นธุรกิจ Engineering Management ซึ่งจะช่วยผลักดันให้รายได้ในปี 67 ก้าวขึ้นสู่ระดับ 1.2 หมื่นล้านบาทต่อไป

นายพระนาย กล่าวว่า บริษัทได้วางงบลงทุนรวม ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทรองรับแผนการลงทุนในช่วง 3 ปี แบ่งเป็น ใช้ในธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มี PPA อยู่แล้ว 1 พันล้านบาท และหา PPA เพิ่ม ทั้ง Private PPA และโซลาร์รูฟ อีก 40 เมกะวัตต์ วางงบลงทุนไว้ 1 พันล้านบาท รวมถึงลงทุนในท่อน้ำมัน ซึ่งบริษัทได้อนุมัติวงเงินไปแล้ว 8.8 พันล้านบาท และจะทยอยใช้ปีละ 3.3 พันล้านบาท โดยการก่อสร้างในปัจจุบันถมที่ไปแล้ว 70% ที่บ้านไผ่ ที่คลังน้ำมันปลายทาง และได้ยื่นขอกรมธุรกิจพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้เดือน พ.ย.62 อีกทั้งจะใช้ในธุรกิจการจำหน่ายแก๊ส 300 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากแหล่งเงินทุนจากธนาคารกสิกรไทยทั้งหมด

ขณะที่บริษัทยังมองหาการลงทุนในธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมองผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่า 10% และต้องเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงด้วย


แท็ก ตลาดหุ้น   gas  

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

รับทราบและยอมรับ