ข่าวอินโฟเควสท์
21:19 จับตา"พาวเวล"กล่าวสุนทรพจน์เวที"แจ็กสัน โฮล"ศุกร์นี้ 21.00 น. คาดส่งสัญญาณลดดบ.   นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตานายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรั…
20:50 ดาวโจนส์ร้อนแรงทะยานกว่า 300 จุด คลายกังวลสงครามการค้า ขณะบอนด์ยีลด์ฟื้นตัว   ดัชนีดาวโจนส์ทะยานกว่า 300 จุดในวันนี้ ต่อเนื่องจากวันศุกร์ หลังส…
20:30 ราคาน้ำมัน WTI พุ่งกว่า 1% หลังมีข่าวกลุ่มกบฎเยเมนโจมตีบ่อน้ำมันซาอุฯ   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI พุ่งขึ้นกว่า 1% ในวันนี้ หลังมีข่าวกลุ่มกบฎเ…
20:13 ราคาทองฟิวเจอร์ดิ่งกว่า 1% ใกล้หลุด 1,500 ดอลลาร์ ดอลล์แข็ง,แรงขายทำกำไรทุบตลาด   ราคาทองฟิวเจอร์ดิ่งลงกว่า 1% ใกล้หลุดระดับ 1,500 ดอลลาร์ในวัน…
20:03 ดอลลาร์ดีดตัวในกรอบ 106 เยน ขณะนักลงทุนเพิ่มถือครองสินทรัพย์เสี่ยง   ดอลลาร์ดีดตัวสู่ช่วงกลางในกรอบ 106 เยน ขณะที่นักลงทุนพากันถือครองสินทรัพย์…

III มั่นใจ H2/62 ผลงานสูงกว่า H1/62 รับไฮซีซั่นแต่ยังเผชิญความท้าทายสงครามการค้า-ค่าเงินบาท

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 7 สิงหาคม 2562 16:43:41 น.

นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ (III) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากโดยปกติของอุตสาหกรรมเป็นช่วงไฮซีซั่นที่มีการใช้บริการการขนส่งเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งปีแรก แต่อย่างไรก็ตามยังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยต่างๆที่กระทบต่อภาพรวมของการส่งออกอยู่มาก ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้การค้าขายโลกเกิดการชะลอตัว ประกอบกับการเข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ซึ่งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นการชะลอของปริมาณการส่งออก

ขณะที่แนวโน้มค่าระวางในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะทรงตัวหรือมีโอกาสลดลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากการชะลอตัวของภาคส่งออก อีกทั้งการแข่งขันในอุตสาหกรรมยังสูง และมีการแข่งขันด้านราคาเข้ามาด้วย

แต่บริษัทยังมั่นใจว่ารายได้ในปี 62 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20% ซึ่งมาจากการที่บริษัทยังมีฐานลูกค้าที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และยังรับรู้รายได้จากธุรกิจในสิงค์โปร์ที่บริษัทถือหุ้น 50% ในบริษัท DG Packaging Pte. Ltd. (DGP) ซึ่งเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์และให้บริการรับบรรจุสำหรับสินค้าอันตรายที่ใช้ในการขนส่งสินค้า ที่ความต้องการใช้บริการของลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านการการร่วมทุนกับ Teleport ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ คือ เทเลพอร์ต ไทยแลนด์ ที่จะเปิดดำเนินการให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศในวันที่ 1 ม.ค. 63 คาดว่าจะส่งผลให้สัดส่วนกำไรจากธุรกิจขนส่งทางอากาศเพิ่มขึ้นมากกว่าปัจจุบันที่อยูในระดับ 50% โดย III ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และ Teleport ถือหุ้น 49% ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมทั้งบุคคลากร ลงทุนเทคโนโลยี

และหลังจากเปิดให้บริการแล้วบริษัทจะมีฐานลูกค้าเครือข่ายของแอร์เอเชียเพิ่มเป็น 9 สายการบิน จากปัจจุบันมีอยู่ 2 สายการบิน คือ ไทยแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชียเอ๊กซ์ พร้อมกับจะเปิดบริการขนส่งสินค้าภายในวันเดียวกัน (Same day dilivery) เพื่อรองรับตลาด E-Commerce ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 30% ในภูมิภาคอาเซียน ต่างจากตลาด Cargo เดิมที่มีอัตราเติบโตต่ำเพียง 1%

นอกจากนี้ บริษัทยังเจรจากับพันธมิตรอื่นๆ ที่บริษัทสนใจในการเข้าซื้อกิจการและการเข้าร่วมทุนในการลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์ในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่มาต่อยอด มีนวัตกรรม และเป็นการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางการตลาดและเป็นบริการใหม่ที่นำมาเสนอให้กับลูกค้ามีตัวเลือกมาขึ้น โดยอยู่ระหว่างการเจรจา 2-3 รายคาดว่าจะทยอยมีความชัดเจนในปี 63

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการให้บริการขนส่งมางอากาศในประเทศ ซึ่งปีจจุบันยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะมีอัตราค่าบริการที่สูง ซึ่งบริษัทมองเห็นถึงโอกาสที่จะผลักดันการไห้มีการใช้บริการเพิ่มขึ้น เพราะสายการบินในประเทศไทยมีตารางบินเป็นจำนวนมาก โดยอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบบริการที่มีอัตราค่าบริการที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และเป็นการเพิ่มรายได้จากการขนส่งในประเทศให้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันรายได้ของบริษัทมาจากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะมีความเกี่ยวข้องกับภาคการส่งออก

การเติบโตของบริษัทยังคงมาจากการเติบโตจากธุรกิจหลักและการเติบโตจากการซื้อกิจการหรือรทวมลงทุนกับพันธมิตร ดังนั้น หากบริษัทมองเห็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจก็พร้อมที่จะเข้าลงทุน แม้ว่าปัจจุจันบริษัทจขใช้เงินที่ได้จากการขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) ไปหมดแล้วก็ตาม แต่บริษัทยังมีเครื่องมือทางการเงินอื่นๆที่รองรับ และยังมีความสามารถในการขอกู้ยืมสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ เพราะยังมีหนี้สินในระดับต่ำ ซึ่งมีระดับหนี้สินต่อทุน (D/E) ในปัจจุบันอยู่ที่ 0.6 เท่า

โดยการสร้างการเติบโตของบริษัทเพื่อทำให้รายได้สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย 3 ปี (ปี 62-64) ที่ตั้งไว้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี และหวังผลักดันให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายรายได้ที่ 20% ต่อปีด้วย ทำให้มีนักลงทุนสถาบันต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในบริษัทมากขึ้นในอนาคต จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในบริษัทที่ 1.45% ซึ่งมองว่าหากบริษัทมี Market Cap เพิ่มขึ้นจะสามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติได้ โดยปัจจุบัน Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 4.21 พันล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง