บลจ.กสิกรไทย มอง SET ระยะสั้นยังผันผวนจากปัจจัยตปท.แนะซื้อ LTF/RMF รับผลตอบแทนในระยะยาว

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday August 8, 2019 12:38 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยถึงภาวะตลาดหุ้นไทยที่ได้รับแรงกดดันจากประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีก 10% เป็นมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลในวันที่ 1 ก.ย.62 ทำให้ธนาคารกลางของจีนปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี มาอยู่ที่ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าจีนมีการแทรกแซงค่าเงิน (Currency Manipulation) เพื่อเป็นการตอบโต้มาตรการทางภาษีที่สหรัฐฯประกาศเก็บเพิ่มไปล่าสุด

จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เงินลงทุนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากราคาทองคำปรับตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง 3-5% ส่วนตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงตาม โดยที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดกว่า 50 จุด (จากราคาปิด ณ วันที่ 1 ส.ค. 62) ก่อนมีการฟื้นตัวกลับเล็กน้อย อีกทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี

"ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะในประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยังไม่คลี่คลาย แถมมีทีท่าว่าจะยืดเยื้อ ซึ่งอาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ ล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐพิจารณาตัดสินให้จีนเป็นชาติที่ปั่นค่าเงิน นับเป็นคำกล่าวหาแบบเป็นทางการครั้งแรกตั้งแต่ปี 1994 ด้านจีนได้สั่งระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการโต้ตอบให้เกิดความขัดแย้งและสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงิน ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยยะ

สำหรับมุมมองในระยะยาวยังมีมุมมองเป็นบวก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและสภาพคล่องในระบบมีอยู่สูง ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี ทำให้ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบถึงแม้ว่าจะมีความกังวลเพิ่มขึ้นในเรื่องที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงต่ำกว่าศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยมีความชัดเจนในการสานต่อนโยบายโครงสร้างภาครัฐขนาดใหญ่และ EEC พร้อมทั้งเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ จึงมองเป็นโอกาสที่จะเริ่มทยอยเข้าลงทุนในกองทุน LTF/RMF โดยมองว่าดัชนีหุ้นไทยในระดับต่ำกว่า 1,650 จุด ถือเป็นระดับที่น่าสนใจเข้าลงทุน โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน" นางสาวธิดาศิริ กล่าว

นางสาวธิดาศิริ กล่าวว่า ในปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายที่นักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านการลงทุนในกองทุน LTF ก่อนที่จะเริ่มมีกองทุนรูปแบบใหม่ขึ้นมาทดแทนในปี 63 โดยกองทุน LTF/RMF ของกสิกรไทย ที่สามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีและเข้าได้กับทุกภาวะตลาด ได้แก่ กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (KDLTF) ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี หลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีอัตราการจ่ายปันผลสูงสุดเมื่อเทียบกับ LTF อื่นๆ ของกสิกรไทย โดยนับตั้งแต่ปี 51 จนถึงปัจจุบันกองทุนมีการจ่ายปันผลทุกปีมากถึง 18 ครั้ง และกองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KEQRMF) ที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำที่มีความมั่นคงสูงและเป็นผู้นำในแต่ละหมวดอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ