ข่าวอินโฟเควสท์
20:30 ราคาน้ำมัน WTI พุ่งกว่า 1% หลังมีข่าวกลุ่มกบฎเยเมนโจมตีบ่อน้ำมันซาอุฯ   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI พุ่งขึ้นกว่า 1% ในวันนี้ หลังมีข่าวกลุ่มกบฎเ…
20:13 ราคาทองฟิวเจอร์ดิ่งกว่า 1% ใกล้หลุด 1,500 ดอลลาร์ ดอลล์แข็ง,แรงขายทำกำไรทุบตลาด   ราคาทองฟิวเจอร์ดิ่งลงกว่า 1% ใกล้หลุดระดับ 1,500 ดอลลาร์ในวัน…
20:03 ดอลลาร์ดีดตัวในกรอบ 106 เยน ขณะนักลงทุนเพิ่มถือครองสินทรัพย์เสี่ยง   ดอลลาร์ดีดตัวสู่ช่วงกลางในกรอบ 106 เยน ขณะที่นักลงทุนพากันถือครองสินทรัพย์…
19:46 รมว.พาณิชย์สหรัฐแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ แม้เกิดภาวะ inverted yield curve   นายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นต่อเศร…
19:40 รมว.พาณิชย์สหรัฐชี้รัฐบาลไม่พอใจนโยบายเฟดหนุนดอลล์แข็งค่า   นายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่…

ทริสฯ จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ชุดใหม่ AP วงเงินไม่เกิน 2 พันลบ. ที่ระดับ "A-/Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 14 สิงหาคม 2562 16:11:25 น.

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP ที่ระดับ "A-" พร้อมทั้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 2 พันล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 5 ปี ของบริษัทที่ระดับ "A-" เช่นเดียวกัน โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระหนี้และเพื่อขยายธุรกิจ

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดของบริษัทที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรที่สม่ำเสมอ และยอดขายที่อยู่อาศัยที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) จำนวนมากซึ่งช่วยรองรับรายได้ในอนาคต ตลอดจนการมีสินค้าในสัดส่วนที่สมดุล อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับปานกลาง ความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ตลอดจนผลกระทบจากเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูงที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าด้วย

ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ดีกว่าประมาณการของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 อยู่ที่ 7.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากโครงการบ้านจัดสรร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 51% ในขณะที่อัตราส่วนกำไร (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 อยู่ที่ 14.6% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 13.8% ในปี 2561 แต่ยังลดลงจากระดับ 15.5%-17.0% ในช่วงปี 2558-2560 อัตราส่วนนี้ลดลงเนื่องจากบริษัทเร่งขายคอนโดมิเนียมเพื่อระบายสินค้าคงค้างโดยมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าปกติ

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 บริษัทเปิดขายโครงการใหม่จำนวน 16 โครงการ มูลค่ารวม 3.02 หมื่นล้านบาท เป็นมูลค่าโครงการเปิดใหม่สูงที่สุดในบรรดากลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยกัน ซึ่งผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเกณฑ์ใหม่ไม่มาก โดยโครงการของบริษัทสามารถสร้างยอดขาย (รวมยอดขายจากโครงการภายใต้กิจการร่วมค้า) ได้ถึง 2.08 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเกณฑ์ใหม่และการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยท้าทายต่อบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ความรุนแรงของสงครามการค้าของโลกยังส่งผลให้ความต้องการจากผู้ซื้อจากต่างประเทศลดลงอีกด้วย ดังนั้น บริษัทจะต้องระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม

ความเสี่ยงด้านการเงินของบริษัทเป็นไปตามประมาณการของทริสเรทติ้ง อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (รวมเงินกู้จากกิจการร่วมค้าตามสัดส่วน 51.0%) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ 49.1% ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะอยู่ในช่วง 50%-55% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

บริษัทมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.03 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 6.3 พันล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 4.0 พันล้านบาท โดยทั่วไปแล้วบริษัทจะชำระคืนหนี้ส่วนใหญ่ด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ในขณะที่สภาพคล่องของบริษัทประกอบด้วยเงินสด ณ เดือนมีนาคม 2562 จำนวน 2.4 พันล้านบาทและมีวงเงินกู้จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีก 5.1 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้ามากกว่า 3.0 พันล้านบาทอีกด้วย

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่เข้มแข็งในกลุ่มสินค้าหลักและจะสามารถปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมดุลด้วย นอกจากนี้ แนวโน้มอันดับเครดิตดังกล่าวยังสะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงดำรงนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวังต่อไปและจะสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้อยู่ในระดับไม่เกิน 55% ในช่วง 3 ปีข้างหน้าเอาไว้ได้ อีกทั้งคาดว่าอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะอยู่ที่ระดับ 12%-15% อีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับลดลงหากสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมาก หรืออัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ในระดับที่สูงกว่า 55% เป็นเวลานาน ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทสามารถเพิ่มอัตราการทำกำไรได้โดยที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนลดลงอยู่ที่ระดับ 40%-45% ในระยะเวลาหนึ่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง