ข่าวอินโฟเควสท์
15:42 (เพิ่มเติม1) ก.ล.ต. ร่วมกับ สวส.และสมาคมธุรกิจเพื่อสังคมจัดสัมมนาส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักท…
15:32 ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดร่วง 228.14 จุด วิตกข่าวโจมตีโรงงานน้ำมันซาอุฯ   ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดวันนี้ปรับตัวลดลง หลังจากที่ตลาดห…
15:27 GULF บวก 2.68% หลัง ตลท.ส่งเรื่องมือดีปล่อยลือข่าวทุบหุ้นให้ ก.ล.ต.ตรวจสอบ   หุ้น GULF ราคาขยับขึ้น 2.68% มาอยู่ที่ 153 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท มูล…
15:27 รมว.พลังงาน เรียกประชุม กบง.ด่วนพรุ่งนี้ ถกมาตรการป้องกันผลกระทบปชช.หวั่นน้ำมันพุ่งจากเหตุโจมตีแหล่งผลิตในซาอุฯ   นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.…
15:25 ผู้จัดการ ตลท.เผยส่งเรื่องปล่อยข่าวลวงทุบหุ้น GULF ให้ก.ล.ต.ตรวจสอบแล้ว เตือนนักลงทุนระมัดระวังรับรู้ข้อมูล   นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จ…

SIRI ลดเป้ายอดขายปีนี้เหลือ 3 หมื่นลบ.จากเดิมคาด 3.6 หมื่นลบ. หลังเลื่อนเปิดคอนโดฯ 4 โครงการ

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562 17:35:47 น.

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทปรับลดเป้ายอดขายปีนี้ลดลงเหลือ 3 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ตั้งเป้า 3.6 หมื่นล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำยอดขายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งการปรับลดเป้ายอดขายมาจากการที่บริษัทเลื่อนแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียมในปีนี้ออกไป 4 โครงการ จากแผนเดิม 12 โครงการ และส่งผลให้โครงการทั้งหมดที่จะเปิดตัวในปีนี้ลดลงเหลือ 24 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3.7 หมื่นล้านบาท จากในช่วงต้นปีที่วางแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 28 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4.66 หมื่นล้านบาท

สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่เลื่อนออกไป 4 โครงการนั้น บริษัทมองว่าในภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่เผชิญกับ

แรงกดดันของปัจจัยต่างๆ เช่น มาตรการ LTV, ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้น ทำให้มีความเสี่ยงในด้านการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมทั้ง 4 โครงการดังกล่าว เกรงว่าอาจทำยอดขายช่วงพรีเซลล์ได้ไม่ถึง 40% จึงมองว่าเป็นจังหวะที่ยังไม่เหมาะในการเปิดการขาย

ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมที่จะเปิดตัวอีก 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 1.1 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังนั้น จะเน้นโครงการระดับกลาง-ล่างเป็นหลัก

นายอุทัย กล่าวว่า กลยุทธ์ในครึ่งปีหลังบริษัทจะหันมารุกตลาดแนวราบมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ยังมีความต้องการซื้อของซื้อสูง และได้รับแรงกดดันจากมาตรการ LTV น้อยกว่าคอนโดมิเนียม ซึ่งบริษัทได้จัดทัพทีมบริหารการพัฒนาโครงการแนวราบที่เสริมศักยภาพมากขึ้น พร้อมกับการพัฒนาสินค้าแนวราบให้มีความแตกต่าง ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ สร้างความแข็งแกร่ง และจุดเด่นในแต่ละแบรนด์ที่ชัดเจนแตกต่างเหนือคู่แข่ง รวมทั้งวางเป้าหมายขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 1 ของกลุ่มบ้านเดี่ยว จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 2 และภายใน 3 ปีจะขึ้นไปเป็นผู้นำ 1 ใน 3 ของกลุ่มทาวน์เฮาส์ จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 4-5

โครงการแนวราบที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังมีทั้งหมด 10 โครงการ มูลค่ารวม 1.3 หมื่นล้านบาท ได้แก่ ไทเกอร์ เลน (Tiger Lane) มูลค่า 500 ล้านบาท, คณาสิริ ราชพฤกษ์ 346 มูลค่า 1.1 พันล้านบาท, สราญสิริ ศรีวารี มูลค่า 1.3 พันล้านบาท, อณาสิริ บางใหญ่ มูลค่า 1.8 พันล้านบาท, เศรษฐสิริ จรัญฯ ปิ่นเกล้า 2 มูลค่า 3.3 พันล้านบาท, บุราสิริ พระราม 2 มูลค่า 1.5 พันล้านบาท รวมถึงทาวน์เฮาส์แบรนด์ สิริเพลส 4 โครงการใน 4 ทำเลใหม่ มูลค่า 3.5 พันล้านบาท ในทำเล เพชรเกษม, ราชพฤกษ์ตัดใหม่ และบางใหญ่อีก 2 โครงการ

นายอุทัย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายโครงการแนวราบอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท และเป้าหมายการโอนโครงการแนวราบที่ 1.65 หมื่นล้านบาท

ส่วนยอดโอนในปี 62 บริษัทยังมั่นใจว่าทำได้ตามเป้าหมายที่ 3.2 หมื่นล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกมียอดโอนเข้ามาแล้ว 1.09 หมื่นล้านบาท และช่วงครึ่งปีหลังจะรับรู้รายได้จากการโอน 1.71 หมื่นล้านบาทจากยอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีทั้งหมด 5.52 หมื่นล้านบาท และบริษัทจะทยอยระบายสต็อกคอนโดมิเนียมพร้อมโอนที่เหลืออยู่ 7-8 พันล้านบาทเพื่อสร้างรายได้กลับมา รวมทั้งหันมาเน้นการขายแนวราบมากขึ้นเพราะสามารถรับรู้รายได้เข้ามาได้เร็ว เพื่อผลักดันยอดโอนให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนเงื่อนไขมาตรการ LTV ในส่วนของผู้กู้ร่วมและผู้ค้ำประกัน บริษัทมองว่าจะทำให้มีจำนวนลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น หลังจากความกังวลลดลง และทำให้การตัดสินใจซื้อกลับมาฟื้นตัวขึ้นด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยผลักดันภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยให้กลับมาฟื้นตัวได้ มาจากเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งภาคอสังหาริมทรัพย์จะมีความสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และตอนนี้รัฐบาลพยายามผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาคาดว่าจะช่วยกำลังซื้อในระยะสั้นได้ส่วนหนึ่ง แต่อาจจะไม่มีผลโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์มากนัก อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวได้

ด้านลูกค้าต่างชาติในปัจจุบันนั้นอาจจะมีการชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ได้ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และค่าเงินหยวนอ่อนค่า ทำให้ปัจจุบันบริษัทไม่เร่งการขายในกลุ่มนี้มากนัก ส่วนในแง่ของการโอนของกลุ่มลูกค้าชาวจีนยอมรับว่ามีการยกเลิกและทิ้งเงินดาวน์บางส่วน แต่บริษัทเก็บเงินดาวน์สูงในอัตรา 25% ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงมีการโอนตามปกติ ทำให้ไม่กังวลมากนัก ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะหันมามุ่งด้านการโอน การขยายตลาดแนวราบ และการเน้นงานด้านบริการกับลูกค้าเป็นหลัก

ส่วนงบซื้อที่ดินในปีนี้ที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทใช้ไปแล้ว 80-90%
ข่าวที่เกี่ยวข้อง