บล.กสิกร มอง SET Index มีลุ้นทดสอบ 1,700 จุดปลายปีแม้ปรับคาดการณ์ GDP ไทยลง แนะแนวทางอ่านใจ"ทรัมป์"

ข่าวหุ้น-การเงิน 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562 18:08 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า บล.กสิกรไทย คาดกรอบการเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยเดือน ก.ย.62 ไว้ที่ 1,592-1,687 จุด บนคาดการณ์ Earning Yield gap ที่ SD0.25-mean และในช่วงที่เหลือของปีก็คาดว่าดัชนีน่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,700 จุด จากปัจจัยการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนผ่อนคลายลง, โอกาสที่ประเทศจะได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ, อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของประเทศไทย

ขณะที่คาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.9% จากเดิมที่คาดจะอยู่ที่ 3.1% จากคาดการส่งออกในครึ่งปีหลังนี้น่าจะทรงตัว และทั้งปีคาดว่าจะติดลบ 3% แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการอุปโภคและบริโภคที่ยังเติบโต, การออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล, การลงทุนของภาครัฐและเอกชน ซึ่งน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในไตรมาส 4/62

ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ แนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่มการบินและการท่องเที่ยว เช่น MINT, ERW เนื่องจากมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมามากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขจำนวนผู้โดยสารผ่านสนามบินที่พลิกกลับมาอยู่ในแดนบวก 4.3% ในแดือน ก.ค.62 และมีแนวโน้มเป็นบวกต่อเนื่องในเดือน ส.ค.62,

กลุ่มพาณิชย์ แนะนำ CPALL เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในต่างจังหวัด, กลุ่มเกษตร แนะนำ CPF คาดว่าจะมีกำไรที่แข็งแกร่งในปี 62 จากราคาสุกรที่เพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง เนื่องจากได้รับอานิสงค์การแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (AFS) ในเวียดนาม,

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม แนะนำ BGC จากคาดว่ากำไรในปี 62-63 จะเติบโต 20% และ 30% จากปีก่อน จากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น ราคาก๊าซธรรมชาติที่ถูกลงในปี 63 และ TKN จากการมีพันธมิตรรายใหม่อย่าง Pan Orion Corp ที่มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าขนมขบเคี้ยวที่แข็งแกร่งมากกว่า 60 ประเทศ รวมถึงต้นทุนสาหร่ายที่ลดลง น่าจะส่งผลดีต่ออัตรากำไรที่สูงขึ้รนในครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ กลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน แนะนำ TFFIF และ JASIF จากมีโอกาสเพิ่มทรัพย์สินใหม่, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ AMATA จากได้ประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สูงขึ้น หลังมีการย้ายฐานโรงงานมาจากจีน และกลุ่ม ICT แนะนำ DTAC, TRUE, INTUCH จากคาดว่าจะมีดัชนีที่ชนะ SET Index ต่อไปในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากมองว่าตลาดจะยังไม่สะท้อนปัจจัยบวก ในเรื่องของสภาวะการแข่งขันที่เบาบางต่อเนื่องในตลาดมือถือ, upside จากความร่วมมือกันในตลาดมือถือ, การเติบโตของกำไรธุรกิจหลักที่สูงขึ้นในครึ่งปีหลังนี้ และครึ่งแรกของปี 63 รวมถึงราคาตั้งต้นการประมูลใบอนุญาต 5G ที่สมเหตุสมผล

นายภาสกร กล่าวเพิ่มเติมว่า บล.กสิกรไทย มีมุมมองต่อข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนเพื่อให้เข้าใจในทัศนะของประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ให้มากขึ้น โดยควรจะศึกษาจากการอ่านหนังสือ "The Art the Deal ศาสตร์แห่งการต่อรอง" ซึ่งเขียนโดยทรัมป์เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้สรุปได้ 4 ข้อ คือ คาดว่าข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯและจีนจะไม่ลากเศษฐกิจโลกลงเหว เนื่องจากทรัมป์จะมีการบริหารจัดการ downside risk เสมอ, ทรัมป์มีรูปแบบการเจรจาเชิงรุกและมุทะลุ ทำให้การเจรจามักเกิดความผันผวนสูง, ด้วยความตระหนักถึงความเสี่ยง จึงเชื่อว่าทรัมป์ทราบดีถึงข้อจำกัดที่มีอยู่ และไม่คาดว่าจะดำเนินมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีกับจีน เพราะยากต่อการประเมินผลกระทบเชิงลบ นอกจากนั้นทรัมป์จะไม่เปิดเผยจุดอ่อนที่แท้จริงให้ใครเห็น ซึ่งสิ่งทรัมป์ต้องการน่าจะเป็นเรื่องของระบบการชำระเงิน เนื่องจากปัจจุบัน Mastercard, Visa ไม่สามารถใช้ได้ในจีน รวมถึงโซเชียลมีเดีย เช่น facebook, youtube, google ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนจะมีผลกระทบไปในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าจะไม่รากเศรษฐกิจโลกลงเหว ซึ่งเมื่อเริ่มเข้าปีหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์คงไม่เจรจาไปและหาเสียงไปด้วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ