PTTGC คาดรายได้ปี 63 โตพุ่งรับกำลังผลิตใหม่,เตรียมเซ็นร่วมทุนตั้งรง.ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลต้น ก.ย.นี้

ข่าวหุ้น-การเงิน 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562 18:13 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายจิตศักดิ์ สุนทรพันธ์ รักาการ ผู้จัดการฝ่าย หน่วยงานการเงินองค์กร และนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าแนวโน้มรายได้ในปี 63 จะเติบโตขึ้นสูงกว่าปีนี้ โดยมีปัจจัยหนุนมาจากกำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มอีกกว่า 1 ล้านตัน/ปี จาก 3 โรงงานใหม่ที่คาดว่าจะทยอยเริ่มผลิตตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/63 หรือไตรมาส 4/63 จาก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการผลิตโอลีฟิน (ORP) โครงการโพรพิลีนออกไซด์ (Propylene Oxide) และโครงการโพลีออลส์ (Polyols)​ ซึ่งทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มเข้ามาเสริมรายได้ให้กับบริษัทเติบโตตามกำลังผลิต โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 11.25 ล้านตัน/ปี

ขณะที่ค่ากลั่น (GRM) ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้คาดว่าจะเห็นการปรับตัวสูงขึ้นจากครึ่งปีแรกที่ 3.4 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากกำลังการผลิตที่ปรับตัวลดลง และความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี ประกอบกับการที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) มีการให้เรือขนส่งระหว่างประเทศยกเลิกการใช้น้ำมันที่มีค่ากำมะถันสูง ส่งบวกต่อการนำน้ำมันดีเซลไปผสมกับน้ำมันเดินเรือเพื่อให้มีค่ากำมะถันลดลง ซึ่งน้ำมันดีเซลเป้นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังติดตามความคืบหน้าของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่จะส่งผลกระทบต่อราคาผลิตภัณฑ์และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งสงครามการค้าของทั้งสองประเทสยังคงมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และทำให้ความต้องการใช้เกิดการชะลอตัว ซึ่งปัจจัยดังกล่าวบริษัทยังคงติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวที่จะส่งผลมาถึงบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยในระยะสั้นบริษัทตั้งเป้าหมายลดต้นทุนลงราว 10% และขยายตลาดอื่นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ขนาด 4.5 หมื่นตัน/ปี ร่วมกับบริษัท แอลพลา กรุ๊ป จำกัด (ALPLA) จากยุโรป ในสัดส่วน 70:30 ตามลำดับ ซึ่งจะมีการลงนามสัญญาร่วมทุนในวันที่ 4 ก.ย.นี้ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จใน 1.5 ปี และก็มีโอกาสที่จะขยายได้หากโครงการแรกประสบความสำเร็จ

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐฯ คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปลายปี 62 หรือต้นปี 63 แม้ว่าจะมีเรื่องสงครามการค้าเกิดขึ้น แต่บริษัทเชื่อว่าจะมีผลกระทบไม่มากนัก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้จะขายในสหรัฐฯเป็นหลัก ซึ่งสหรัฐฯถือเป็นตลาดใหญ่และมีต้นทุนวัตถุดิบ คือ Shale gas ที่ถูก แต่การลงทุนจะต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและรอบคอบ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ