GULF พุ่ง 4.83% เดินหน้าทำนิวไฮต่อเนื่อง หลังเล็งลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซฯ 6,000 MW ในเวียดนาม คาดชัดเจนปี 63

ข่าวหุ้น-การเงิน 2 กันยายน พ.ศ. 2562 15:26 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

หุ้น GULF พุ่ง 4.83% มาที่ 152 บาท หรือเพิ่มขึ้น 7 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,579.26 ล้านบาท เมื่อเวลา 15.23 น. ราคาหุ้นเปิดตลาดที่ 144 บาท ระหว่างวันราคาทำระดับสูงสุดที่ 152 บาท และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาทำระดับต่ำสุดที่ 144 บาท นายรัฐพล ชื่นสมจิตต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เปิดเผยเมื่อช่วงเช้าว่า บริษัทมีแผนการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังการผลิตรวม 6,000 เมกะวัตต์ (MW) ในประเทศเวียดนาม และพร้อมกับการต่อยอดไปสู่ธุรกิจซื้อขายก๊าซ LNG ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 63 ขณะเดียวกันยังได้เจรจากับพันธมิตรจีนเพื่อร่วมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว ขนาดกำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ เบื้องต้นบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 30-35% โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปของแผนลงทุนภายในปี 63

ส่วนแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯนั้น บริษัทได้ชะลอออกไป เนื่องจากมองว่าโครงการดังกล่าวจะยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และหันมาเน้นการลงทุนอื่น ๆ ในภูมิภาคมากขึ้น และมุ่งเน้นในโครงการที่มีผลตอบแทนที่ดี และสามารถพัฒนาโครงการได้ต่อเนื่องในอนาคต

ประกอบกับบริษัทยังมีโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) 2 แห่ง กำลังการผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โครงการ GSRC ตั้งอยู่ในอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กำลังการผลิตรวม 2,500 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันการก่อสร้างดำเนินการคืบหน้าแล้ว 30-40% คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงปี 64 -65 และโครงการ GPD ที่ตั้งอยู่ใน จ.ระยอง กำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากู้เงินจากสถาบันทางการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะ COD ได้ในปี 66-67

ขณะที่บริษัทวางแผนใช้เงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น จำนวน 3 โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ รวมประมาณราว 1.3 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 , โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 และโครงการงานและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานหลังจากเริ่มเปิดดำเนินการทั้งหมดภายในปี 70 จะอยู่ที่ระดับ 10-20% ของรายได้รวม ซึ่งมองว่าจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) อยู่ที่ 10%

นายรัฐพล กล่าวอีกว่า บริษัทยังได้ใช้นวัตกรรมทางการเงินเพื่อปรับโครงสร้างพร้อมกับลดต้นทุนทางดอกเบี้ยให้มีต้นทุนทางการเงินลดลงอีกราว 1-1.5% ส่วนรายได้ในปี 62 ยังคงมั่นใจทำได้ตามเป้าหมายแตะ 3 หมี่นล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อนที่ 2 หมื่นล้านบาท ตามการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าที่ COD กำลังการผลิตรวม 5,919 เมกะวัตต์


แท็ก เวียดนาม  

เราใช้ cookies เพื่อให้บริการที่ดีขึ้น การใช้เว็บ ryt9.com ต่อหมายถึงคุณได้ยอมรับข้อตกลงการใช้บริการของเราแล้ว