SGP คาด Q3/62 พลิกกำไรจาก Q2/62 ขาดทุน 126 ลบ. หลังดีมานด์เพิ่ม-ไม่มีรายจ่ายพิเศษ, ทั้งปีคงเป้ารายได้โต 10%

ข่าวหุ้น-การเงิน 3 กันยายน พ.ศ. 2562 16:40 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางจินตนา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) กล่าวว่า บริษัทคาดผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/62 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้ จากไตรมาส 2/62 มีผลขาดทุนสุทธิ 126 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทไม่มีค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองพนักงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 53 ล้านบาท และการขายเรือที่เสื่อมสภาพที่ทำให้มีผลขาดทุนประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว

ขณะที่มองว่าในครึ่งปีหลังนี้ความต้องการใช้ก๊าซ LPG จะปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงของไฮซีซั่น และเชื่อว่าราคาก๊าซ LPG จะไม่ปรับตัวลดลงไปมากแล้ว แม้ว่าอาจเห็นปรับตัวลงบ้างแต่ก็คงเป็นอัตราที่แคบลง โดยไตรมาส 2/62 ราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ซึ่งบริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้จะเติบโต 10% หรือมาอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท และมีปริมาณการขายอยู่ที่ 3.77 ล้านตัน จากครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 1.85 ล้านตัน และครึ่งปีหลังนี้ก็น่าจะทำได้ดีกว่าครึ่งปีแรก เป็นไปตามการเติบโตทั้งในต่างประเทศและในประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทได้วางเป้าหมายปริมาณการขายในประเทศจีนปีนี้ไว้ที่ 1.3 ล้านตัน โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 6.2 แสนตัน และคาดครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น เพราะเข้าสู่ช่วงของไฮซีซั่น และตั้งเป้าปริมาณการขายในบังคลาเทศประเภทซื้อมาขายไป (Trading Business) ที่ 1.15 ล้านตัน จากครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 6.27 แสนตัน รวมถึงตลาดเวียดนาม ปริมาณการขายก็ปรับตัวดีขึ้น หลังจากคู่แข่งยกเลิกการใช้วิธีลดราคาเพิ่อดึงดูดดีมานด์และมีการปรับราคาขึ้น ทำให้ราคาขายเท่ากับ SGP โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายในเวียดนามไว้ที่ 4.5 หมื่นตัน จากครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 3 หมื่นตัน ซึ่งน่าจะทำได้เกินเป้าหมาย

นอกจากนี้ การขายก๊าซในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 30% ของรายได้รวม ก็ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก แต่ภาครับเรือนก็ยังมีอัตราการบริโภคที่ดี

นางจินตนา กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตเพื่อดำเนินการสร้างคลังก๊าซ LPG และท่าเรือที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ขนาด 7,000 ตัน คาดว่าเมื่อได้รับใบอนุญาตฯ แล้วจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันที และน่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งคาดว่าไตรมาส 1/63 น่าจะดำเนินการแล้วเสร็จได้

อีกทั้งในครึ่งปีหลังนี้บริษัทยังมีแผนซื้อเรือเข้ามาเพิ่มอีก 1 ลำ ขนาด 3,000 ตัน เพื่อขนส่งสินค้าไปที่บังคลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่เพิ่งเข้าไปเปิดตลาดใหม่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 3-4 ล้านเหรียญฯ รวมอยู่ในงบลงทุนรวม 2,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้ใช้สำหรับปีนี้ ส่วนที่เหลือจะใช้ในการขยายตลาดบังคลาเทศและเมียนมา มาทดแทนประเทศจีนที่เติบโตลดลง และลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าฯ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ