PTT คาดผลงานปี 63 ฟื้นตัวจากปีนี้ที่ชะลอตัว รับอานิสงส์เกณฑ์ใหม่ IMO หนุนกลุ่มน้ำมันดี-เดินหน้าลงทุน EEC

ข่าวหุ้น-การเงิน 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562 15:26 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการของปตท.ในปี 63 น่าจะดีกว่าปี 62 ที่อาจจะชะลอตัวลงปีก่อน หลังในช่วงครึ่งแรกปีนี้มีกำไรปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนต่าง (สเปรด) ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงทรงตัวจากครึ่งปีแรก จากปัญหาสงครามการค้า ส่วนสเปรดผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่ในปี 63 คาดว่าผลประกอบการกลุ่มน้ำมันจะกลับมาเป็นปกติ จากข้อบังคับใหม่ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่กำหนดให้เรือเดินสมุทรใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ 0.5% จากเดิม 3.5% มีผลตั้งแต่ต้นปี 63

อย่างไรก็ตามยังรอติดตามผลกระทบจากกรณีอังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ที่จะเริ่มเห็นผลกระทบในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ต่อกลุ่มยุโรป และสุดท้ายก็จะส่งผ่านมายังเอเชียแต่เชื่อว่าจะไม่มากนัก โดยยังเชื่อว่าความต้องการใช้น้ำมันและปิโตรเคมีในแถบอาเซียนจะยังเติบโตอยู่

สำหรับกลุ่มปตท.ก็ยังเดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่องในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะยังเป็นแรงกระตุ้นต่อการเติบโตที่สำคัญของประเทศ ซึ่งล่าสุดกลุ่มปตท.และพันธมิตร ได้ลงนามสัญญาร่วมทุนกับภาครัฐในโครงการท่าเทียบเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะ 3 แล้ว ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ก็อาจจะมีความล่าช้าออกไปจากแผนที่วางไว้ หลังจากที่มีผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่นได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลาง และศาลฯพิพากษาให้กรรมการคัดเลือก "คืนสิทธิ์" การประมูลท่าเรือแหลมฉบับเฟส 3 แก่กลุ่ม NCP นั้น ก็ต้องรอดูว่าทางคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยในส่วนของ ปตท.มองว่า หากจะมีผู้เข้าร่วมประมูลกลับเข้ามาร่วมแข่งขันเพิ่มอีกราย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและท้าทายมากขึ้น

ส่วนกรณีที่กพอ. ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเส้นทางคาบเกี่ยวโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เพื่อให้ย้ายสิ่งติดตั้งในพื้นที่ดังกล่าว เช่น ท่อก๊าซฯ ท่อน้ำมัน สายส่ง และเสาไฟฟ้า เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้มีการก่อสร้างโครงการดังกล่าวนั้น ตามหลักการเอกชนที่เป็นผู้ดำเนินการในพื้นที่ ทั้งท่อส่งน้ำมัน ท่อก๊าซฯ ก็พร้อมที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งทางถนน ทางรถไฟ และสายส่ง เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกัน เนื่องจากโครงการดังกล่าวคาบเกี่ยวกับหลายพื้นที่ ซึ่งรูปแบบการดำเนินการอาจทำได้หลายส่วน เช่น การโยกย้ายปรับเปลี่ยนสิ่งติดตั้งไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมแทน โดยจะคำนึงไม่ให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นคาดว่า จะเป็นหน้าที่ของเอกชนผู้ดำเนินธุรกิจตามสัญญาที่ตกลงกันไว้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ