(เพิ่มเติม) RBF เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.30 บาท P/E 22 เท่า เปิดจองซื้อ 16-18 ต.ค.คาดเข้าเทรด SET 24 ต.ค.นี้

ข่าวหุ้น-การเงิน 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16:16 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 520 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 3.30 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท เปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 16-18 ต.ค.นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 24 ต.ค. โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ขณะที่ บริษัทแต่งตั้ง บล.ฟินันเซีย ไซรัส และ บล.กสิกรไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 11 แห่ง ได้แก่ บล. ไอร่า, บล. เอเซีย พลัส, บล. โนมูระ พัฒนสิน, บล. โกลเบล็ก, บล.เคจีไอ (ประเทศไทย), บล. เคที ซีมิโก้, บล. เคทีบี (ประเทศไทย), บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย), บล. อาร์เอชบี (ประเทศไทย), บล. ทรีนีตี้ และ บล. ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย)

(เพิ่มเติม) RBF เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.30 บาท P/E 22 เท่า เปิดจองซื้อ 16-18 ต.ค.คาดเข้าเทรด SET 24 ต.ค.นี้

สำหรับราคา IPO มาจากการทำสำรวจความต้องการซื้อหุ้น (Book Building) ของนักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศ โดยมีช่วงราคาเสนอขายที่ 3.00-3.30 บาท/หุ้น ปรากฏว่านักลงทุนสถาบันได้แสดงความต้องการซื้อหุ้นที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 3.30 บาท อย่างล้นหลาม โดยมีความต้องการซื้อหุ้นรวมคิดเป็น 12.4 เท่าของจำนวนหุ้นที่จะจัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบัน

บริษัทได้กำหนดราคาหุ้น IPO ในราคาหุ้นละ 3.30 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) เท่ากับ 22 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากกำไรสุทธิในรอบ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.61 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.62 ซึ่งเท่ากับ 299 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (Fully Diluted) ซึ่งเท่ากับ 2,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.15 บาทต่อหุ้น

(เพิ่มเติม) RBF เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.30 บาท P/E 22 เท่า เปิดจองซื้อ 16-18 ต.ค.คาดเข้าเทรด SET 24 ต.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิดังกล่าวคำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยที่ยังมิได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ราคาเสนอขายในครั้งนี้ พิจารณาจากแผนธุรกิจของบริษัท และการนำเงินระดมทุนที่ได้จากประชาชนเป็นครั้งแรกไปใช้ในการขยายธุรกิจ

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ APM เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา RBF ได้ทำการเดินสายเพื่อนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับกองทุนและนักลงทุนสถาบันในประเทศจำนวน 22 กองทุน และต่างประเทศได้แก่ สิงคโปร์ และญี่ปุ่นจำนวน 6 กองทุน นอกจากนี้ บริษัทยังโรดโชว์แก่นักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปในประเทศ 15 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต นครปฐม ราชบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก นครสวรรค์ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สงขลา และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้นักลงทุนรายย่อย สถาบันและคู่ค้ามีความเข้าใจและรู้จักธุรกิจของบริษัทมากยิ่งขึ้น

(เพิ่มเติม) RBF เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.30 บาท P/E 22 เท่า เปิดจองซื้อ 16-18 ต.ค.คาดเข้าเทรด SET 24 ต.ค.นี้

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APM เปิดเผยว่า RBF มีจุดแข็งเรื่องการมีทีมวิจัยและพัฒนา(R&D)ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านอาหาร การวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติอาหารโดยเฉพาะ รวมไปถึงมีความหลากหลายและครบวงจรมากกว่าผู้ผลิตรายอื่นๆในอุตสาหกรรม เพราะคู่แข่งของ RBF เป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมด

ทั้งนี้ บริษัทแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นและรส และสีผสมอาหาร กลุ่มแป้งและซอส กลุ่มผลิตภัณฑ์อบแห้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซื้อมาเพื่อจำหน่าย สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 61 บริษัทมีรายได้รวม 2,738.25 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 321.11 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 62 บริษัทมีรายได้รวม 1,412.82 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 147.23 ล้านบาท

นายสมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RBF เปิดเผยว่า บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปก่อสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายเกล็ดขนมปังและแป้งประกอบอาหาร ณ เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะใช้เงินในการซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานประมาณ 200-250 ล้านบาท และจะแล้วเสร็จมีรายได้เข้ามาภายในปี 65

นอกจากนี้ บริษัทจะนำไปปรับปรุงและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม ทั้งเครื่องจักรในการผลิตเกล็ดขนมปัง เครื่องจักรในการผลิตแป้งทอดกรอบ เครื่องจักรในการผลิตวัตถุแต่งกลิ่นรสแบบอัตโนมัติ มูลค่าประมาณ 130 ล้านบาท ลงทุนเปิดบริษัทตัวแทนและห้องทดลองในต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นชำระคืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

"บริษัทได้ไปเปิดตลาดที่ประเทศอินโดนีเซียมาได้ระยะหนึ่งแล้วและเล็งเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างมากในอนาคตจึงตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโรงงานในเมืองสุราบายา ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะทำให้ลดต้นทุนทางด้านวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมาก และปัจจัยนี้จะทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งท้องถิ่นได้มากขึ้น" นายสมชาย กล่าว

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ