โบรกฯเชียร์ "ซื้อ" CHG มองกำไรดีขึ้นตั้งแต่ Q3/62 หลังผลงาน 2 รพ.ใหม่ฟื้นตัว-จำนวนผู้ประกันตนเพิ่ม ,ค่าใช้จ่ายลดลง

ข่าวหุ้น-การเงิน 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16:42 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์ แนะนำ"ซื้อ"หุ้นบมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) หลังมองผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/62 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิราว 190 ล้านบาท เติบโตจากทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน จากผลประกอบการโรงพยาบาลเดิมที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 304 อินเตอร์ และโรงพยาบาลรวมแพทย์ จ.ฉะเชิงเทรามีผลการดำเนินงานดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้รายได้ผู้ป่วยประกันสังคมเติบโตมากขึ้นตามจำนวนผู้ประกันตน ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลง นอกจากนั้น ยังคาดว่าผลประกอบการรวมปีนี้จะมีการฟื้นตัวและเติบโตได้ต่อเนื่องไปถึงปี 63 หลังโรงพยาบาลแห่งใหม่จะถึงจุดคุ้มทุนและสามารถทำกำไรได้ รวมถึงเชื่อว่าผลประกอบการของโรงพยาบาลเดิมยังมีการเติบโต ราคาหุ้น CHG ช่วงบ่ายอยู่ที่ 2.52 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท หรือ 2.44% ขณะที่ดัชนีหุ้นไทย เพิ่มขึ้น 0.06%

          โบรกเกอร์                               คำแนะนำ                      ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)                ซื้อ                                2.70
          ฟิลลิป (ประเทศไทย)                       ทยอยซื้อ                              2.70
          เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)                ซื้อ                                2.80
          ฟินันเซีย ไซรัส                              ซื้อ                                2.70

นายวีรวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ผลประกอบการของ CHG จะมีโมเมนตัมการเติบโตตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ถือว่าเป็นหุ้นเทิร์นอะราวด์ในแง่ของกำไรที่ดีขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ CHG มีการลงทุนโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งทำให้กำไรลดลงต่อเนื่องมา 4 ไตรมาส

ทั้งนี้ ในไตรมาส 3/62 ประเมินกำไรสุทธิราว 190 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลขาดทุนของโรงพยาบาลใหม่ลดลง ทำให้แรงกดดันของต้นทุนลดลง ประกอบกับผลประกอบการของโรงพยาบาลหลักเดิมยังเติบโตได้ดี โดยมองการเติบโตของผลประกอบการรวมทั้งปี 62 ที่ระดับ 8% จากปีก่อนและปี 63 คาดเติบโตได้ราว 13%

โดยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ CHG ให้ราคาเหมาะสมปี 63 ที่ 2.70 บาท จากโมเมนตัมการเติบโตของกำไร CHG ที่ผ่านจุดต่ำสุดและคาดกลับมาโตได้อีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3/62 เป็นต้นไปต่อเนื่องปี 63 หลังไม่มีแรงกดดันด้านต้นทุนจากโรงพยาบาลใหม่อย่างมีนัย โดยจะมีโครงการใหม่เพียงศูนย์มะเร็งสุวรรณภูมิขนาด 10 เตียงที่จะเปิดดำเนินการในปีหน้า

ด้านบทวิเคราะห์บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่าประมาณการกำไรสุทธิของ CHG ในไตรมาส 3/62 อยู่ที่ 190 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวปีก่อน 26% และเติบโตจากไตรมาส 2/62 ที่ 54% เพราะ Utilization Rate สูงขึ้นและโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งทำรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับ อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA margin) สูงขึ้นเป็น 30% หลังโรงพยาบาลเปิดใหม่ขาดทุนลดลง รวมทั้งไม่มีการกลับรายการรายได้จากประกันสังคมที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2/62

ขณะเดียวกันคาดว่ากำไรสุทธิรวมปี 63 จะเติบโตขึ้น 15% จากปีนี้ จากคาดว่าโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งจะคุ้มทุน ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะขาดทุน 105 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้จะบวกกลับเข้าไปในผลประกอบการปีหน้า รวมทั้งโรงพยาบาลที่ทำกำไรอยู่แล้วจะมีรายได้เติบโต และมี Economy of scale ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้มีโอกาสได้เงินชดเชยจากสำนักงานประกันสังคมเพิ่ม หลังจากกลุ่มโรงพยาบาลขอเพิ่มไป 12% เป็น 3,030 บาท/คน/ปี จากเดิม 2,850 บาท/คน/ปี แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลในอดีตคาดว่าถ้าได้ปรับขึ้นจะอยู่ในช่วง 5% ถึง 8% ซึ่งจะทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 63 จะเพิ่มจากปัจจุบัน 7% ถึง 12% โดยมีสมมติฐานเริ่มรับอัตราชดเชยใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค.63

ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ไปในทางเดียวกันว่า กำไรสุทธิของ CHG ในไตรมาส 3/62 จะฟื้นตัวแรงอยู่ที่ 194 ล้านบาท เติบโต 28.5% จากปีก่อน และเติบโต 57.8% จากไตรมาสก่อน และเป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงสุดในปีนี้ โดยรายได้ค่ารักษาเพิ่มขึ้นจากเป็นช่วง High season ที่เป็นฤดูฝน และจากลูกค้าเงินสดเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นทั้ง OPD และ IPD

ทั้งนี้ มองศักยภาพการให้บริการและรับรู้รายได้จากโรงพยาบาลใหม่โดยโรงพยาบาลโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 304 อินเตอร์ มี EBITDA เป็นบวกในไตรมาสแรก และคาดจะรับรู้กำไรเข้ามาในไตรมาส 4/62 ส่วนโรงพยาบาลรวมแพทย์ จ.ฉะเชิงเทรา มีการดำเนินงานดีขึ้น และคาด EBITDA จะเป็นบวกในไตรมาส 4/62 และรับรู้กำไรในไตรมาส 1/63 ทำให้ภาพรวมของโรงพยาบาลใหม่ทั้ง 2 แห่งในไตรมาส 3/62 จะขาดทุนลดลงที่ 20-25 ล้านบาท จากไตรมาส 2/62 ขาดทุน 35 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นที่ 29.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 28.1% และไตรมาส 2/62 ที่ 26.5%

ขณะเดียวกันด้านค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) ก็ไม่มีรายการพิเศษ รวมทั้งรายได้ประกันสังคมเติบโตมากขึ้นตามจำนวนผู้ประกันตนและไม่ได้รับผลกระทบเหมือนไตรมาสก่อน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ