ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร ASK ที่ "BBB+" แนวโน้ม "Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16:46 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) ที่ระดับ "BBB+" ด้วยแนวโน้ม "Stable" หรือ "คงที่" อันดับเครดิตสะท้อนการเติบโตในระดับปานกลางที่สม่ำเสมอของสินเชื่อ คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น และผลการดำเนินงานที่ยอมรับได้ รวมถึงการสนับสนุนทั้งทางด้านธุรกิจและการเงินจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท อันดับเครดิตยังคำนึงถึงฐานทุนที่อยู่ในระดับปานกลางและภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง ปัจจัยที่เป็นข้อกังวลสำคัญต่ออันดับเครดิต ได้แก่ แรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรจากการแข่งขันที่รุนแรง และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลางก็มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยด้วย ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต สมมติฐานกรณีพื้นฐาน การขยายตัวของสินเชื่อจะอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ประมาณ 6% ต่อปีในระหว่างปี 2562-2564

การเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับปานกลาง สถานะทางการตลาดของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากพอร์ตสินเชื่อรวมมีอัตราการเติบโตอย่างมั่นคงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเทียบได้กับคู่แข่งในอุตสาหกรรม ในช่วงปี 2557-2561 พอร์ตสินเชื่อใหม่ของบริษัทเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี ในขณะที่พอร์ตสินเชื่อของบริษัทเติบโตประมาณ 6% ต่อปี ณ เดือนมิถุนายน 2562 สินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 3.83 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.7% จากสิ้นปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการขยายพื้นที่ในการทำการตลาดและการขยายไปสู่สินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะขยายพอร์ตสินเชื่อรวมได้อย่างมั่นคงด้วยอัตราการเติบโตที่มากกว่า 6% ต่อปีในระยะ 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งเชื่อว่าสินเชื่อรถยนต์ยังคงเป็นสินเชื่อหลักที่สร้างการเติบโตให้แก่พอร์ตสินเชื่อรวมของบริษัทโดยเฉพาะธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มรถบรรทุก ณ เดือนมิถุนายน 2562 พอร์ตสินเชื่อรวมของบริษัทเป็นสินเชื่อรถยนต์ซึ่งประมาณ 60% เป็นสินเชื่อรถบรรทุก ในขณะที่สินเชื่อที่เหลือเป็นสินเชื่อรถปิคอัพและสินเชื่อรถยนต์ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอื่น ได้แก่ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถและสินเชื่อสินค้าคงคลังซึ่งสร้างผลตอบแทนที่ 10%-12% ซึ่งสูงกว่าสินเชื่อรถยนต์ที่ 7%-8%

คุณภาพสินเชื่อและการตั้งสำรองที่แข็งแกร่งขึ้น อันดับเครดิตตั้งอยู่บนความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทจะยังคงแข็งแรงอยู่ โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (สินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วัน) ต่อสินเชื่อรวมของบริษัทน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 3% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยอยู่บนสมมติฐานว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญต่อปีอยู่ในระดับ 1% ตั้งแต่ปี 2562-2564 อันเป็นผลมาจากการมีมาตรฐานในการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น และความพยายามในการปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บหนี้ให้ดียิ่งขึ้น

คุณภาพสินเชื่อของบริษัทปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมลดลงเป็น 2.3% ณ เดือนมิถุนายน 2562 จาก 2.4% ณ สิ้นปี 2561 บริษัทใช้กลยุทธ์ในการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อเน้นสินเชื่อเฉพาะผลิตภัณฑ์และกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อลดทอนความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากสินเชื่อสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแต่ก็มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อที่สูงกว่าเช่นกัน

แม้ว่าในอดีตอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่ก็ปรับเพิ่มขึ้นเทียบเคียงกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมแล้ว อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 97.7% ณ เดือนมิถุนายน 2562 จาก 53.2% ณ สิ้นปี 2559 ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าอัตราส่วนดังกล่าวจะรักษาอยู่ในระดับไม่น้อยกว่าปัจจุบัน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS 9) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2563

มีความท้าทายต่อความสามารถในการทำกำไรที่มั่นคง ทริสเรทติ้งประมาณการอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยของบริษัทจะอยู่ในระดับที่มากกว่า 2.5% ในช่วงปี 2562 จนถึงปี 2564 โดยอยู่บนสมมติฐานการมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญที่ระดับ 1% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้รวมเฉลี่ยที่ 29% ในปี 2561 กำไรสุทธิของบริษัทเติบโต 9% เป็น 811 ล้านบาทจากปี 2560 แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้รวมจะเพิ่มขึ้นถึง 10% จากปี 2561 แต่กำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 6% การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 15% และการกลับรายการของค่าใช้จ่ายหนี้สูญ อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าค่าใช้จ่ายหนี้สูญในในช่วงปี 2562 จนถึงปี 2564 จะต่ำกว่าในอดีตที่ผ่านมาจากคุณภาพของสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น

ในด้านของอัตราผลตอบแทนของสินเชื่อ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายที่ 4.7%-5.0% ในช่วงปี 2562 จนถึงปี 2564 การแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มสินเชื่อสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนลดลงจะสร้างความท้าทายต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ตั้งเป้าหมายในการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนของสินเชื่อ โดยขยายธุรกิจไปยังสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและสินเชื่อสินค้าคงคลังซึ่งสร้างผลตอบแทนสูงกว่าสินเชื่อรถยนต์

การสนับสนุนทางด้านการเงินจากผู้ถือหุ้นใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง บริษัทมีความไม่สอดคล้องกันในอายุของสินทรัพย์และหนี้สินในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมีความพยายามในการใช้เงินกู้ระยะสั้นเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับต่ำ ณ เดือนมิถุนายน 2562 เงินกู้ระยะสั้นซึ่งรวมถึงส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดภายใน 1 ปีอยู่ในระดับประมาณ 60% ของเงินกู้ยืมรวม ซึ่งการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นนั้นจะมีความเสี่ยงจากการกู้ยืมใหม่เพื่อชำระหนี้เก่า อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีวงเงินสำรองจากธนาคารที่เกี่ยวข้อง คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำรองเพื่อบริษัทจะรักษาระดับความพอเพียงเพื่อชำระหนี้ที่ครอบคลุมมูลค่าตราสารหนี้ระยะสั้นที่บริษัทระดมทุนจากตลาดทุน

โครงสร้างเงินทุนของบริษัทยังคงอยู่ในระดับปานกลาง ความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น ระดับทุนของบริษัทอยู่ในระดับเหมาะสมกับอันดับเครดิตในปัจจุบันและเพียงพอต่อแผนการขยายธุรกิจในระยะปานกลาง

ตามข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญของหุ้นกู้ บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเอาไว้ไม่ให้เกิน 10 เท่า โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 6.8 เท่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งอยู่ในระดับเหมาะสมกับอันดับเครดิตในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะกดดันต่ออันดับเครดิตหรือแนวโน้มอันดับเครดิตได้ จากการคาดการณ์อัตราการเติบโตของสินเชื่อระดับปานกลางที่ 6% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญของหุ้นกู้ได้แม้ว่าธุรกิจจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากอัตราการเติบโตของสินเชื่อมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจจะทำให้ต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อรักษาระดับฐานทุนไว้

ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับ 4.7%-5.0% ในระหว่างปี 2562-2564

ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญประมาณ 1% ในระหว่างปี 2562-2564

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" อยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถดำรงสถานะทางการตลาดในตลาดเฉพาะกลุ่มสำหรับยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ต่อไปได้ และความหวังว่าบริษัทจะยังคงมีระบบการบริหารความเสี่ยงและระบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับปัจจุบันหรือดีขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังคาดว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะยังคงให้การสนับสนุนบริษัทต่อไปด้วยเช่นกัน

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง อันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับขึ้นได้หากบริษัทสามารถปรับสถานะทางการตลาดให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญในขณะที่ยังสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่มั่นคง พร้อมทั้งมีผลประกอบการทางการเงินที่น่าพอใจ รวมทั้งมีฐานทุนที่แข็งแกร่งด้วยอัตราหนี้สินต่อทุนที่ระดับต่ำกว่า 4.5 เท่า

ในทางกลับกัน อันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับลดลงหากสถานะทางการตลาดของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีการขยายสินเชื่อในเชิงรุกโดยใช้เงินกู้เป็นหลักซึ่งจะบั่นทอนความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุน และทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนมากกว่า 8 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมที่ถอถอยลงอย่างมากหรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงมากกว่าที่คาดไว้จะกดดันความสามารถในการทำกำไรและส่งผลกระทบในทางลบต่ออันดับเครดิตได้ด้วยเช่นกัน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ