KTC แจงกำไร Q3/62 หดตัว 7% จากงวดปีก่อน หลังตั้งสำรองเพิ่ม-พร้อมอัดงบการตลาดหนัก หวังดันผลงานทั้งปีใกล้เคียงเป้า

ข่าวหุ้น-การเงิน 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562 18:06 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/62 บริษัทมีกำไร 1,292 ล้านบาท ลดลงอัตรา 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของพอร์ต อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดหาบัตรใหม่ รวมถึงในการจัดโปรโมชั่นทางการตลาดเพื่อกระตุ้นให้สมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตร เป็นผลให้ค่าใช้จ่ายรวมของไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นที่ 10% ขณะที่รายได้รวมเติบโต 4% ส่วนผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 4,205 ล้านบาท เติบโต 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยพอร์ตลูกหนี้การค้ารวมเท่ากับ 79,618 ล้านบาท ขยายตัว 9% ฐานสมาชิกรวม 3.43 ล้านบัญชี เติบโต 6% แบ่งเป็นบัตรเครดิต 2,460,595 บัตร ขยายตัว 7% พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 51,137 ล้านบาท ขยายตัว 10% อัตราเติบโตของปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 9 เดือน อยู่ที่ 10.4%

KTC แจงกำไร Q3/62 หดตัว 7% จากงวดปีก่อน หลังตั้งสำรองเพิ่ม-พร้อมอัดงบการตลาดหนัก หวังดันผลงานทั้งปีใกล้เคียงเป้า

ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รวม ลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 1.07% โดย NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 0.96% สินเชื่อบุคคล 973,356 บัญชี ขยายตัว 5% ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม 28,219 ล้านบาท เติบโต 9% NPL ของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 0.83%

ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา KTC มีรายได้รวม 16,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งรวมรายได้ค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน เติบโต 7% รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวเท่ากับ 4% และหนี้สูญได้รับคืนเติบโตที่ 2% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) เท่ากับ 34% ลดลงจาก 34.8% ณ ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ค่าใช้จ่ายการบริหารงานอยู่ที่ 5,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนสมาชิกบัตรใหม่มากขึ้น จนทำให้พอร์ตลูกหนี้บัตรขยายตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งบริษัทยังได้จัดโปรแกรมการส่งเสริมการตลาดเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายการตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% ประกอบกับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วยที่ 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่ค่าธรรมเนียมจ่ายมีมูลค่าใกล้เคียงเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถควบคุมมูลค่าต้นทุนการเงินอยู่ในระดับเดิม

"เคทีซีได้มีการปรับกลยุทธ์มุ่งสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของจำนวนบัตรและพอร์ตลูกหนี้ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะทำให้ยอดลูกหนี้รวมมีอัตราเติบโตสูงที่สุดในรอบสองปี นับตั้งแต่ไตรมาส 3/60 แล้ว ยังส่งผลบวกให้ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในช่วง 9 เดือนเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งสำหรับช่วงท้ายของไตรมาสที่ 3 ในขณะที่พอร์ตลูกหนี้ยังมีคุณภาพดีต่อเนื่อง"

นายระเฑียร กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินธุรกิจ "พิโกไฟแนนซ์" (สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ) ธุรกิจ"นาโนไฟแนนซ์" (สินเชื่อรายย่อยผู้ประกอบอาชีพ) และธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน นั้น ในช่วงเดือน ส.ค.และ ก.ย.62 ที่ผ่านมา KTC ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจทั้ง 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบระบบการให้สินเชื่อ ก่อนจะมีการปล่อยสินเชื่อจริงในวงกว้าง โดยคาดว่าทั้ง 3 ธุรกิจใหม่นี้จะสามารถเริ่มรับรู้กำไรได้ประมาณ 18-24 เดือน นับตั้งแต่วันที่ดำเนินธุรกิจจริง

ส่วนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้จัดสรรงบประมาณในการเพิ่มจำนวนฐานบัตรใหม่ในธุรกิจหลักต่อเนื่อง ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล รวมทั้งเพิ่มงบการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้า ด้วยจุดมุ่งหมายให้พอร์ตลูกหนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อกำไรรวมบ้าง นอกจากนี้ บริษัทจะติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมกับสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจทุกภาคส่วนให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายที่วางไว้ รวมทั้งมีผลการดำเนินงานทั้งปี 62 ใกล้เคียงกับประมาณการที่ได้เปิดเผยไว้แล้ว


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ