(เพิ่มเติม) BCP เล็งส่ง BBGI เข้าตลาดหุ้นปลายปี 63 คาดสรุปแผนลงทุนไบโอฮับใน 1-2 ปี

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday November 7, 2019 16:19 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) BCP เล็งส่ง BBGI เข้าตลาดหุ้นปลายปี 63 คาดสรุปแผนลงทุนไบโอฮับใน 1-2 ปี

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) เปิดเผยว่า การนำบมจ.บีบีจีไอ (BBGI) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงปลายปี 63 เพราะต้องใช้กระบวนการในการยื่นแบบเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และยังต้องดูทิศทางตลาดหุ้นควบคู่กันด้วย

ขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะที่ BBGI จะเป็นตัวนำของกลุ่ม BCP ในธุรกิจชีวภาพ ซึ่งมีแผนจะต่อยอดจากการเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่าง ไบโอดีเซล เอทานอล ไปสู่การเป็นไบโอฮับ หรือธุรกิจชีวภาพด้านอื่น โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาช่วยสนับสนุน เบื้องต้นคาดว่าจะสรุปแผนการเป็นไบโอฮับได้ใน 1-2 ปี

บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ตั้งไบโอฮับจากเดิมที่มองไว้ที่จ.ฉะเชิงเทรา ก็อาจจะเปลี่ยนไปในพื้นที่อื่นที่อยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบอย่างอ้อย หรือมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล เพื่อรองรับการต่อยอดผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับไบโอชีวภาพ โดยคาดว่าจะสรุปการจัดหาพื้นที่ได้ใน 1-2 เดือน ซึ่งพื้นที่ตั้งไบโอฮับจะมีการจัดตั้งโรงงานไบโอชีวภาพในส่วนนี้จะรวมถึงการนำเอาเทคโนโลยี Synthetic Biology หรือ SynBio เข้ามาใช้กระบวนการผลิต ซึ่งปัจจุบันหารือกับแล็ปหลายแห่งในต่างประเทศก่อนจะสรุปเพื่อนำมาผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมองความเป็นไปได้ใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อาหาร วัสดุชีวภาพ และเครื่องสำอาง ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนใน 1-2 ปีนี้

ทั้งนี้ SynBio เป็นการนำนวัตกรรมมาสร้างสิ่งมีชีวิต (Living Organisms) ด้วยฝีมือของมนุษย์ ไม่ใช่การเกิดโดยธรรมชาติ ผสานความรู้ทวงด้านชีววิทยา เทคโนโลยี และวิศวกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อลดการใช้วัตถุดิบจากทรัพยากรธรรมชาติ ลดขั้นตอนในกระบวนการผลิต ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุน

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การจัดตั้งโรงงานไบโอชีวภาพอาจจะมีหลายพื้นที่ ซึ่งนอกเหนือจากการหาสถานที่ตั้งไบโอฮับดังกล่าวแล้ว บางจากฯยังมองการต่อยอดผลิตผลิตภัณฑ์ไบโอชีวภาพในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา ที่ปัจจุบันกลุ่มบางจากฯมีโรงงานเอทานอลตั้งอยู่แล้วด้วย เพราะการลงทุนลักษณะดังกล่าวมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถกระจายได้หลายพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าการดำเนินงานธุรกิจชีวภาพจะใช้เงินลงทุนในระดับหลักพันล้านบาทใน 3-5 ปีข้างหน้า

สำหรับการสัมมนา"SynBio Forum 2019:ชีวนวัตกรรม ศาสตร์เปลี่ยนโลก" ที่จัดโดยบางจากฯในวันนี้ เป็นการนำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพโลก สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจ BCG Model โดย B คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio economy) C คือ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ G คือ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

การพัฒนาเทคโนโลยี SynBio นับเป็น Disruptive Technology ที่จะสามารถตอบโจทย์วิกฤติทรัพยากรโลกที่มีอยู่จำกัด ไม่สามารถผลิตได้ทันความต้องการของประชากรโลกที่คาดว่าจะมีมากถึง 9,700 ล้านคนในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีราว 7,000 ล้านคน ซึ่งจะพลิกโฉมหลายๆ อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การเกษตร พลังงาน และการแพทย์ ฯลฯ

สำหรับในต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์ SynBio อื่นๆ ที่ได้ออกสู่ท้องตลาด เช่น เนื้อวัวเทียมที่ผลิตจากพืชของ Impossible Burger และ Beyond Burger สตาร์ทอัพจากอเมริกา หรือเส้นใยแมงมุมสังเคราะห์จากโปรตีน ผ่านกระบวนการผลิตด้วย SynBio เกิดเป็นเส้นใยที่ทนทานที่สุดที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา รวมถึงยารักษาโรคมะเร็งออกฤทธิ์ตรงกับเซลล์มะเร็งและไม่ทำลายเซลล์ที่ดีในร่างกาย เป็นต้น

ด้านนายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "นวัตกรรม SynBio สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย"ว่า รัฐบาลวางเป้าหมายจะยกระดับ BCG ขึ้นไปเป็นเหมือนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนคู่ขนานกันไป เบื้องต้นประเมินว่ามูลค่าเศรษฐกิจ BCG จะเพิ่มขึ้นจาก 3.4 ล้านล้านบาทในปี 2562 เป็น 4.4 ล้านล้านบาทในปี 2565

ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างมูลค่าผ่าน 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร ,พลังงานและวัสดุ , สุขภาพและการแพทย์ และการท่องเที่ยวและบริการ

กลุ่มเกษตรและอาหาร มีกลุ่มพืชหลัก 5 ประเภท คือ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม และอ้อย ที่จะนำมาเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมให้เกิด SynBio เพื่อเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สำคัญเรื่องอาหารที่เป็นแนวโน้มของโลก โดยวางเป้าหมายทั้งในระยะสั้น 1-3 ปี ระยะกลาง 3-5 ปี และระยะยาว 5-10 ปี โดยระยะสั้น-กลางจะมีพืชผลปลอดภัย ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ได้มาตรฐาน โปรตีนชนิดใหม่จากพืชและสัตว์ อาหารเสริมสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ เป็นต้น ในส่วนกลุ่มพลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ มีเป้าหมายระยะสั้น-กลาง ที่จะมีพลังงานชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้งทางเกษตรและของเสียจากกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม ,เชื้อเพลิงคุณภาพสูง ได้แก่ ไบโอดีเซล ไบโอเอทานอล ไบโอพลาสติกและคอมพาวน์ที่สลายตัวได้โดยธรรมชาติ ไบโอแมส เพาเวอร์ ขนาดเล็ก เป็นต้น

ด้าน นายชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ BBGI เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการคัดเลือกพื้นที่ในการพัฒนาเป็นไบโอฮับ ซึ่งหากต้องการตั้งใกล้โรงงานน้ำตาล จะมี 2 พื้นที่คือ โรงงานที่สระแก้วและกาญจนบุรี ส่วนที่ จ.ขอนแก่นไม่มีพื้นที่เพียงพอ ซึ่งคงต้องรอการคัดเลือกโครงการลงทุนให้มีความชัดเจนก่อน จากนั้นคาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทภายในต้นปี 63

ทั้งนี้ โครงการลงทุนไบโอฮับ เบื้องต้นจะเป็นโรงงานต้นแบบ ขนาดกำลังการผลิตจะไม่ใหญ่มาก จะอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 ตัน/ปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพิ่มอีก 2 แสนลิตร/วันในไตรมาส 3/63 จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.5 แสนลิตร/วัน ขณะที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซล (B100) ให้ได้ตามมาตรฐานที่กระทรวงพลังงานกำหนด ซึ่งจะแล้วเสร็จเร็วๆนี้ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไบโอดีเซลอยู่ที่ 1 ล้านลิตร/วัน


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

รับทราบและยอมรับ