(เพิ่มเติม) TSI ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับปี 63 เพิ่มเป็น 950 ลบ.จาก 600 ลบ.ปีนี้ เดินหน้าล้างขาดทุนสะสม

ข่าวหุ้น-การเงิน 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 14:43 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) TSI ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับปี 63 เพิ่มเป็น 950 ลบ.จาก 600 ลบ.ปีนี้ เดินหน้าล้างขาดทุนสะสม

นางสาวอรลดา เผ่าวิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ (รักษาการ) บมจ.ไทยเศรษฐกิจประกันภัย (TSI) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับในปี 63 ไว้ที่ระดับ 950 ล้านบาท จากปีนี้ที่มั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้า 600 ล้านบาท หลังปัจจุบันมีเบี้ยประกันภัยรับแล้วกว่า 400 ล้านบาท โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์จะยังมีสัดส่วนใกล้เคียงกับปีนี้ที่ 80% ส่วนอีก 20% เป็นประกันภัยอื่น ๆ พร้อมทั้งยังคงรักษาเงินกองทุน (CAR) ให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 140% ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของภาพรวมของผลการดำเนินงานในปีนี้และปีต่อไปยังคงมีความท้าทายที่จะกลับมามีกำไรได้ เนื่องจากธุรกิจประกันภัยมีการแข่งขันรุนแรง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้อาจมีโอกาสเกิดการแข่งขันด้านราคา และอาจจะเรียกเก็บเบี้ยจากลูกค้าได้ล่าช้า

อีกทั้งบริษัทยังมีการปรับโครงสร้างธุรกิจประกันภัยต่อให้เข้าที่ พร้อมทั้งลงทุนด้านเทคโนโลยี ให้สามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรและเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น ทำให้บริษัทยังคงมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจอีกสักระยะ ทำให้การคาดการณ์ผลการดำเนินงานยังคงมีความไม่แน่นอนว่าจะสามารถพลิกมีกำไรได้ในช่วงใด โดยที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปีนี้ยังขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 3.9 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทวางแผนล้างขาดทุนสะสม หลังจากที่ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาได้รับเงินเพิ่มทุนเข้ามา 410 ล้านบาท และได้ทำการลดทุนจดทะเบียนและลดพาร์ ทำให้ขาดทุนสะสมลดลงมาอยู่ที่ 522 ล้านบาท จากเดิมที่กว่า 900 ล้านบาท โดยที่บริษัทยังคงเดินหน้าในการสร้างฐานะทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกับยังเดินหน้าในการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับแนวโน้มของธุรกิจประกันภัยในอนาคตและสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้

"เรายังพยายามทำผลการดำเนินงานให้ดีขึ้นและสามารถล้างขาดทุนสะสมของบริษัทให้หมดไปได้ พร้อมกับให้ผลตอบแทนคืนกับผู้ถือหุ้นได้ ก็มองว่าในช่วง 3 ปี"นางสาวอรลดา กล่าว

นางสาวอรลดา กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ บริษัทได้กระจายการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ประเภทอื่น ๆ มากขึ้น จากเดิมที่เน้นการขายประกันภันชั้น 1 ซึ่งเป็นรถใหม่เป็นส่วนใหญ่ ส่งผลมีอัตราความเสียหาย (Loss) ในระดับสูงมาก ทำให้มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นกับบริษัท แต่ล่าสุดเปลี่ยนมานำเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 และ 3 ให้กับลูกค้า พร้อมกับกระจายการดีลเลอร์ค่ายรถยนต์รายอื่นมากขึ้น จากเดิมที่เน้นขายให้กับดีลเลอร์ของโตโยต้า ซึ่งจากการปรับการนำเสนอขายผลิตภัซฑ์ประกันภัยในครั้งนี้ ทำให้อัตราการ Loss ลดลงมาเหลือ 65.03% จากปีก่อนที่ 149.68% ทำให้บริษัทมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายลดลง

ขณะเดียวกันบริษัทยังขยายฐานลูกค้าไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น จากเดิมที่บริษัทเน้นการขายกับฐานลูกค้าหลักในกรุงเทพฯและภาคกลาง โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้รุกเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยในภาคใต้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งภาคใต้เป็นภาคที่ลูกค้าให้การตอบรับกับบริษัทเป็นอย่างดี และส่งผลให้เบี้ยรับของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ หลังได้รุกเข้าไปในจังหวัดภูเก็ต และหาดใหญ่มาก่อนหน้านี้แล้ว ปัจจุบันขยายฐานลูกค้าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนภาคอื่น ๆ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเหนือที่จะเป็นอีกหนึ่งภาคที่จะมีการรุกตลาดมากขึ้น

สำหรับนโยบายและแผนงานในไตรมาส 4/62 และระยะต่อไป บริษัทจะเน้นการรับงานคุณภาพ ควบคู่กับการร่วมงานแบบพันธมิตรกับนายหน้าและตัวแทนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Tailor made products) รวมทั้งการขยายการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (B2B) โดยการย้ายสำนักงานใหญ่แห่งใหม่มาที่ใจกลางธุรกิจ เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมการขยายช่องทาง ในการติดต่อ และให้บริการลูกค้ากลุ่ม B2B ให้มีความสะดวกเพิ่มขึ้น การพัฒนางานบริการทุกด้านพร้อมไปกับการให้บริการสินไหมทดแทนที่จะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถตอบรับการรับแจ้ง และการบริการสินไหมให้มีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งนโยบายและแผนงานดังกล่าวจะพัฒนาเพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างการบริหารภายใต้การนำของนายธนพล บุญวรุตม์ ประธานกรรมการ ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรให้ปรับตัวรับการแข่งขัน ในอุตสาหกรรม รวมทั้งยังวางกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัด ที่ผ่านมามีการเติบโตจากสัดส่วน 15% เป็น 35% ในไตรมาส 3/62

"ภายหลังการเพิ่มทุน 410 ล้านบาท เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทจะนำเงินที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจตามแผนงาน โดยในส่วนการพัฒนาระบบงานหลักที่เกี่ยวกับการขายและการรับประกันคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 63 และจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการบริการลูกค้าในระยะต่อไป นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายขยายการลงทุนเพิ่มเติมด้วยการมองหาโอกาสการลงทุนร่วมกับพันธมิตรเพื่อขยายช่องทางรับรู้รายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ คปภ.กำหนด"นางสาวอรลดา กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/62 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดที่ 151.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% จากไตรมาส 2 ที่มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 80.6 ล้านบาท จากการเชื่อมระบบการขายและการรับส่งข้อมูลกับนายหน้าและตัวแทน ขณะที่ค่าใช้จ่ายสินไหมและค่าจัดการสินไหมสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 33.7% อยู่ที่ 33.0 ล้านบาท

ด้านนางสาวคณิดา นิมมาณวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี ของ TSI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือนแรกปีนี้ ขาดทุนสุทธิจำนวน 3.9 ล้านบาท ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 50.2 ล้านบาท หรือ ขาดทุนลดลง 92%

ทั้งนี้ บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับจำนวน 310.7 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับเฉพาะงวด 3 เดือนมีจำนวน 151.3 ล้านบาท การจัดการค่าใช้จ่ายโดยรวมปรับปรุงดีขึ้น โดยเฉพาะการเก็บเบี้ยประกันภัยที่เร็วขึ้น และการติดตามเบี้ยค้างรับที่มีอายุเกินกว่า 1 ปี ได้มากขึ้น โดยอัตราการเก็บเบี้ยประกันตามหลักเกณฑ์ ของสำนักงาน คปภ. ปรับปรุงจาก 45% ในปี 61 เป็น 75% ในไตรมาส 2 และ 90% ในไตรมาส 3 ทำให้สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เคยบันทึกไว้ในอดีตลดลงตามไปด้วย

ส่วนค่าสินไหมและค่าใช้จ่ายในการจัดการสินไหมทดแทนสุทธิในปีปัจจุบันลดลงเช่นกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากกรมธรรม์ที่สามารถเรียกร้องคืนจากบริษัทประกันต่อเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายรวมสำหรับงวด 3 เดือนลดลง 59.1 ล้านบาท หรือ 36% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันภัยรับในอัตราที่สูงกว่า 80% มีผลทำให้บริษัทต้องสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ (Unearned Premium Reserve : UPR) ตามหลักการบัญชีเพิ่มขึ้น

โดยในไตรมาส 3 บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายจากสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้จำนวนนี้จะสามารถถือเป็นรายได้ในงวดถัด ๆ ไป ตามปีกรมธรรม์ ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับไตรมาส 3/62 จำนวน 43.1 ล้านบาท เกิดจากค่าใช้จ่ายสำรองเบี้ยประกันที่ยังไม่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้นตามที่ได้กล่าวข้างต้น การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจำนวน 17.6 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลงจำนวน 28.7 ล้านบาท ผลขาดทุนสูงขึ้นจากปี 61 ซึ่งมีขาดทุนสุทธิ 26.3 ล้านบาท

อนึ่ง TSI มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิตั้งแต่ปี 59 โดยในปีที่แล้ว มีผลขาดทุนสุทธิ 70.97 ล้านบาท ขณะที่ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้มีผลขาดทุนสุทธิ 3.94 ล้านบาท


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ