โบรกฯเชียร์"ซื้อ"BCP ชูโรงกลั่นความเสี่ยงต่ำสุดหลังไร้พอร์ตปิโตรฯขาลงฉุด-ไม่มีแผนหยุดซ่อมฯ,กำไร Q4/62 ฟื้น

ข่าวหุ้น-การเงิน 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 13:27 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์ แนะ"ซื้อ"หุ้นบมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) หลังมองเป็นหุ้นโรงกลั่นน้ำมันที่มีความเสี่ยงต่ำสุด หลังไม่มีธุรกิจปิโตรเคมี ที่อยู่ในช่วงขาลงเข้ามาฉุดผลประกอบการเหมือนโรงกลั่นส่วนใหญ่ รวมถึงไม่มีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเหมือน บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ที่แม้ไม่มีพอร์ตธุรกิจปิโตรเคมีเช่นเดียวกัน แต่ก็มีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ในช่วงไตรมาส 4/62

นอกจากนี้ BCP มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/62 ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากทิศทางราคาน้ำมันที่ทรงตัวถึงปรับตัวขึ้น จากแรงหนุนของกลุ่มโอเปกที่น่าจะยังควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ ทำให้จะไม่มีผลขาดทุนสต็อกสูงเหมือนในไตรมาส 3/62

อีกทั้งค่าการกลั่น (GRM) ยังปรับตัวขึ้นตามไฮซีซั่น และเกฑณ์ใหม่ของ IMO ช่วยหนุนความต้องการใช้และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตากำมะถันต่ำให้สูงขึ้นด้วย ขณะที่ BCP มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันทั้งสองประเภทในสัดส่วนที่มาก

ด้าน Valuation ของหุ้น BCP ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่แพง และมุมมองที่เป็นบวกต่อผลประกอบการมากขึ้น รวมถึงผลบวกของมาตรการ IMO ที่มีต่อกลุ่มโรงกลั่นทำให้ BCP ยังเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีความน่าสนใจลงทุน

พักเที่ยงราคาหุ้น BCP อยู่ที่ 24.20 บาท ลดลง 0.60 บาท (-2.42%) ขณะที่ SET -0.16%

          โบรกเกอร์                      คำแนะนำ                    ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          เอเชีย เวลท์                      ซื้อ                            34.00
          แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์                  ซื้อ                            33.00
          โนมูระ พัฒนสิน                     ซื้อ                            30.00
          เอเซีย พลัส                       ซื้อ                            31.00
          ทรีนีตี้                            ซื้อ                            34.50
          เคทีบี (ประเทศไทย)                ซื้อ                            30.00
          ฟินันเซีย ไซรัส                     ซื้อ                            30.00
          คิงส์ฟอร์ด                      Trading BUY                      29.00

นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ BCP ในไตรมาส 4/62 จะมีกำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันจะยังยืนทรงตัวระดับ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากสต็อกน้ำมันมากเหมือนในไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นได้รับผลจากการกลั่นน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงราว 1.25 แสนบาร์เรล/วันในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/62 ที่หยุดซ่อมหน่วยกลั่น Hydrocracker ระหว่างวันที่ 19 ก.ค.-19 ส.ค. ทำให้กลั่นน้ำมันได้ในระดับ 1.1 แสนบาร์เรล/วัน

นอกจากนี้ ในส่วนธุรกิจการตลาดก็จะกลับเข้าสู่ปกติ จากช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาส 3 ที่คนเดินทางน้อยลง และราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวขึ้น ส่วนธุรกิจไฟฟ้าดีขึ้นเล็กน้อยจากการผลิตโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดีขึ้นตามความเข้มของแสง ด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ได้รับผลบวกจากราคาไบโอดีเซล และเอทานอลที่ดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ในส่วนของสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) แม้จะยังไม่สดใสมากนักแต่ก็นับเป็นพอร์ตการลงทุนที่มีส่วนน้อย ซึ่งไม่กระทบผลงานอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ มองว่า BCP เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำจากแนวโน้มธุรกิจการกลั่นเป็นไฮซีซั่นในช่วงไตรมาส 4/62 อีกทั้งไม่ได้รับผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับเพิ่ม เนื่องจาก BCP ไม่ได้มีการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง และไม่มีปัจจัยลบจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่อ่อนแอ เหมือนอีก 4 โรงกลั่นอย่างบมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) บมจ.พีทีที โกลบอล เคมืคอล (PTTGC) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) และบมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO

"ภาพรวมการลงทุนหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีเป็น Underweight แต่ให้เลือกโรงกลั่นที่เป็น Standalone มี BCP และ SPRC แต่ SPRC มี turnaround ในไตรมาส 4/62 ก็จะมีเรื่องของค่าใช้จ่าย และเรื่องหยุดซ่อมบำรุง"นายเบญจพล กล่าว

นายเบญจพล กล่าวอีกว่า ในปี 63 มองว่าผลประกอบการของ BCP ก็จะฟื้นตัวจากปีนี้ที่น่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกค่อนข้างมาก ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันดิบแม้ยึงดูอ่อนตัวจากปริมาณการผลิตที่ล้นตลาดอยู่ราว 8 แสนบาร์เรล/วัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดี จะกดดันให้ความต้องการใช้น้ำมันไม่เติบโต แต่ประเมินว่า BCP จะมีกำไรสุทธิเติบโตราว 52% มาที่ 4.26 พันล้านบาท จาก GRM ที่จะดีขึ้นเป็นราว 5.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเทียบกับเฉลี่ย 4.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปีนี้ จากเกณฑ์ใหม่ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่กำหนดให้เรือเดินสมุทรใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ 0.5% จากเดิม 3.5% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63 จะผลักดันให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้ปรับลดลงมาก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตากำมะถันต่ำ ซึ่ง BCP มีการผลิตอยู่ค่อนข้างมาก

ด้านธุรกิจการตลาดก็จะเติบโตจากปริมาณขายที่น่าจะขยายตัวราว 1.5% แม้ค่าการตลาดจะทรงตัวจากปีนี้ ส่วนธุรกิจไฟฟ้าก็จะรับรู้เต็มปีจากโครงการพลังน้ำ "Nam San 3A" ในลาว และโครงการพลังงานลมลิกอร์ ในไทย ส่วนธุรกิจชีวภาพน่าจะทรงตัว แม้จะได้ปัจจุบันหนุนจากที่รัฐบาลประกาศใช้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ก็จะผลักดันให้ปริมาณการขายไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น แต่ราคาอาจจะไม่ได้ขยับขึ้นมากนัก

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มผลประกอบการของ BCP ในไตรมาส 4/62 และปี 63 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มราคาน้ำมันปรับขึ้น ซึ่งได้แรงหนุนจากการประชุมเกี่ยวกับการควบคุมปริมาณผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ใน ธ.ค.62 ทำให้ไม่มีขาดทุนสต็อกสูงเหมือนในไตรมาส 3/62 หากราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบทรงตัวอยู่ราว 61 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล , ค่าการกลั่นปรับขึ้น ตามปัจจัยฤดูกาลที่ในช่วงไตรมาส 4 เป็นไฮซีซั่นของน้ำมันดีเซลและเครื่องบิน นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากเกณฑ์ใหม่ IMO ทำให้ความต้องการใช้และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตากำมะถันต่ำ (LSFO) สูงขึ้น ขณะที่ BCP มีสัดส่วนผลิตน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตากำมะถันต่ำ ในสัดส่วน 50% และ 10% ตามลำดับ

ด้านบทวิเคราะห์ บล.คิงส์ฟอร์ด ระบุว่าแนวโน้มผลประกอบการของ BCP ในไตรมาส 4/62 กำไรสุทธิจะฟื้นตัวดีขึ้น โดยส่วนของโรงกลั่นผ่านพ้นช่วงการปิดซ่อมบำรุงและจะกลับมาเดินเครื่องเต็มที่ ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลสูงขึ้นและน้ำมันเตาลดลงกลับสู่ระดับปกติ นอกจากนี้ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบ ยังได้รับผลบวกจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นก่อนมาตรการ IMO มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.63 ซึ่งโรงกลั่น BCP มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลสูงราว 55% ขณะที่สัดส่วนการผลิตน้ำมันเตาราว 10% เป็น LSFO ที่มีกำมะถันต่ำกว่า 0.5% อยู่แล้วก็สามารถขายได้ในราคา Diesel Discount ดังนั้น ในภาพรวมของค่าการกลั่น น่าจะออกมาดีกว่าโรงกลั่นรายอื่น

ส่วนเรื่องค่าระวางเรือ VLCC ในตลาดที่สูงขึ้น คาดเกิดผลกระทบกับ BCP บ้างแต่ไม่มาก เนื่องจากโรงกลั่นใช้น้ำมันดิบในประเทศ 30% และ 70% ที่นำเข้ามาจากตะวันออกไกล และแหล่งอื่น ๆ ซึ่งค่าขนส่งไม่ได้แพงขึ้นเท่ากับเส้นทางที่ขนส่งจากตะวันออกกลางมาเอเชีย ส่วนธุรกิจการตลาดคาดทั้งปริมาณขายและค่าการตลาดจะดีขึ้นด้วยอานิสงส์ช่วงเทศกาลและเป็นช่วงมีโรงกลั่นในประเทศหลายแห่งปิดซ่อมบำรุง ส่วนธุรกิจพลังงานไฟฟ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการรับรู้โครงการโรงไฟฟ้า Nam San 3A กำลังการผลิต 69 เมกะวัตต์เข้ามาเต็มไตรมาส

ทั้งนี้ ประเมินราคาเหมาะสมปี 63 ที่ 29 บาท อิง PBV 0.9x (-2SD) สะท้อน Sentiment เชิงลบต่อภาพรวมกลุ่มพลังงานที่ไม่สดใสตามภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามด้วย Valuation ที่ไม่แพง ราคาปัจจุบันซื้อขายบน Forward PBV ปี 62/63 ที่ 0.8x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ขณะที่มีมุมมองเป็นบวกต่อการฟื้นตัวของผลประกอบการมากขึ้น รวมถึง BCP เป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ IMO ด้วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ