โบรกฯ คาดกองทุน SSF ทำเม็ดเงินลงทุนหายจากตลาดหุ้นไทยปีละอย่างน้อย 2 หมื่นลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562 18:17 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวในงาน Hot Issue ครั้งที่ 4 ปี 62 "กลยุทธ์ลงทุนช่วงเปลี่ยนผ่าน LTF เป็น SSF" ว่า กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund: SSF) ออกมาใหม่ เบื้องต้นมองว่าอาจจะส่งผลให้เม็ดเงินหายไปจากตลาดทุนอย่างน้อย 2 หมื่นล้านบาทต่อปี จากปกติเม็ดเงิน LTF จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ มองว่ากองทุน SSF อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์การลงทุนในตลาดทุนมากนัก ไม่เหมือนกับกองทุน LTF ที่บังคับให้ลงทุนหุ้นไทยอย่างน้อย 65% แต่กองทุน SSF จะเป็นการออมในระยะที่ยาวขึ้นกว่าเดิม หรือ 10 ปี และยังลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท โดยมีจุดเด่น คือ การนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 แสนบาท ทำให้ตอบโจทย์กับนักออมเงินรุ่นใหม่

ดังนั้น เม็ดเงินที่จะเข้ามาใน SSF อาจจะคาดหวังไม่ได้ 100% ว่าจะเข้ามาในตลาดหุ้น แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเกิดใหม่หลายๆตลาดมี valuation ที่ไม่ได้แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว มองเป็นโอกาสสำหรับกองทุนต่าง ๆ ที่เตรียมจะออกกองทุนหุ้นไทยในปีหน้า น่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เนื่องจากไม่บ่อยนักที่จะเห็นหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวลง อย่างกลุ่มปิโตรเคมี, โรงกลั่น, น้ำมัน, พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ ที่ปรับตัวลงมาถูกที่สุดในรอบ 10 ปี รวมถึงยังมองเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะได้เห็นกองทุนดังกล่าวออกมาแล้วมีการปรับน้ำหนักลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น

"เรายังตอบไม่ได้ว่ากองทุนใหม่นี้จะเข้ามาทดแทนเม็ดเงินของกอง LTF เดิมที่มีอยู่ในตลาดและจะหายไปหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจว่าด้วยราคาหุ้นที่ถูกในปัจจุบันน่าจะเป็นโอกาสมากกว่าที่หลายๆ แห่งชิงออกกองทุน หันมาซื้อหุ้นไทยและให้น้ำหนักหุ้นไทยมากกว่าตลาดหุ้นอื่น แต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ายังประเมินได้ค่อนข้างยากว่าเงินใหม่ที่เข้ามาจะลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าเดิม หรือจะลงทุนในต่างประเทศมากกว่าเดิม" นายวิกิจกล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีหน้า แนะนำให้เลือกลงทุนในกองทุนที่มีการจัดหมุนเวียนลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจะพบว่าผลตอบแทนในแต่ละกลุ่มปรับตัวขึ้นมากกว่า Set index เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า ถ้ากองทุนไหนที่มีลักษณะการลงทุนในหุ้นชุดดังกล่าว ผลตอบแทนก็จะชนะตลาด

ขณะเดียวกันหุ้นที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการถูกเทขายออกมาค่อนข้างมาก เช่น กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มโรงกลั่น และหุ้นที่เชื่อมโยงกับการส่งออก อย่าง อิเล็กทรอนิกส์ ใน 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวขึ้น ทำให้คาดหวังได้ว่าหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก จะฟื้นตัวกลับขึ้นไปได้ไม่มากก็น้อย

"การกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุน ให้ดูที่นโยบายการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น RMF ที่จะออกมาใหม่ SSF ที่จะออกมาใหม่ว่าเน้นไปที่การทำ Sector Allocation และให้น้ำหนักไปที่กลุ่มไหน มีการจับทิศทางตลาดในภาพใหญ่อย่างไร และค่อยมาที่ภาพของหุ้นรายตัว ซึ่งน่าจะเป็นกลยุทธ์สำคัญว่าเราจะเลือกอะไรที่สอดคล้องกับสภาวะการลงทุนในปัจจุบันได้ดีที่สุด เนื่องด้วยปีหน้าก็คาดการณ์ว่าเรายังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว"นายวิกิจ ระบุ

ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า กองทุน SSF มีความแตกต่างจากกองทุน LTF โดยสิ้นเชิง เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดของการลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 65% แต่จะคล้ายกับกองทุน RMF มากกว่า เพียงแต่ว่าอายุยาวขึ้น โดยขึ้นอยู่กับนักลงทุนมากกว่าว่าจะกล้าเสี่ยงหรือไม่

พร้อมกันนี้ มองว่าแม้ไม่มีกองทุน LTF หรือมี LTF นักลงทุนจะยังเลือกลงทุนในหุ้น ขณะที่กองทุน SFF ก็ไม่ได้มีภาคบังคับว่าจะต้องลงทุนในหุ้น แต่ภาวะตลาดฯ เป็นตัวบังคับ เนื่องจากทิศทางของผลตอบแทนในหุ้นยังคงโดดเด่น ส่วนผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (ตราสารหนี้) ก็คงจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับปีนี้ รวมถึงยังไม่เห็นสัญญาณที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นในปีหน้าด้วย ซึ่งเงินก็ต้องหาที่ไปในที่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก

"ในปีหน้า ถ้านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ 5% ขึ้นไป จะไม่มีหุ้นไม่ได้ ซึ่งตลาดหุ้นน่าจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ ในมุมของโครงสร้างตลาดทุนที่เปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับตลาดว่ามีความน่าสนใจหรือไม่" นายสุกิจกล่าว

สำหรับการเลือกซื้อกองทุนในปีหน้ามองกองทุน ACTIVE น่าจะได้เปรียบกว่ากองทุน PASSIVE เนื่องจากภาวะตลาดที่ยังไม่ได้ไปไหนไกล แต่หากต้องการที่จะลงทุนให้ดูช่วงที่มั่นใจทิศทางตลาด


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ