ทริสฯ จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ UNIQ วงเงินไม่เกิน 6 พันลบ. ที่ระดับ "BBB/Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562 12:40 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด คงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (UNIQ) ที่ระดับ "BBB+" พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ "BBB" ขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 6 พันล้านบาทของบริษัทที่ระดับ "BBB" โดยอันดับเครดิตของหุ้นกู้ที่ต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กรอยู่ 1 ขั้นดังกล่าวสะท้อนถึงสถานะที่ด้อยกว่าของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน เมื่อเทียบกับหนี้ที่มีหลักประกันซึ่งอิงจากอัตราส่วนหนี้สินที่มีหลักประกันต่อสินทรัพย์รวมของบริษัทที่อยู่สูงกว่าระดับ 20% ตามเกณฑ์ของทริสเรทติ้ง ในการนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และชำระหนี้

อันดับเครดิตสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของบริษัท มูลค่างานในมือจำนวนมาก และความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวลดทอนลงจากความเสี่ยงจากการกระจุกตัวทางธุรกิจ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของระดับการก่อหนี้ของบริษัท และความเสี่ยงของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เป็นวงจรขึ้นลงและมีการแข่งขันสูง

ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 เป็นไปตามคาดการณ์ของทริสเรทติ้ง โดยรายได้จากการดำเนินงานของบริษัทลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ประมาณ 8.8 พันล้านบาท ในขณะที่อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 21.8% ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ในช่วง 11-18 พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 20%

อย่างไรก็ตาม หนี้รวมของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินทุนหมุนเวียน โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 58.1% ณ เดือนกันยายน 2562 จาก 40%-50% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การขยายธุรกิจของบริษัทอาจทำให้อัตราส่วนการก่อหนี้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 60% ได้ในปีนี้ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าคาดการณ์ก่อนหน้าของทริสเรทติ้ง แต่การส่งมอบโครงการขนาดใหญ่บางโครงการในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าน่าจะช่วยลดระดับการก่อหนี้ลงได้ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งยังคงเป้าระยะกลางของอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทที่ประมาณ 50% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เงินทุนจากการดำเนินงานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.4-2.4 พันล้านบาทต่อปี

ข้อกำหนดสำคัญของหุ้นกู้ระบุให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนไม่ให้เกิน 3.5 เท่า ซึ่ง ณ เดือนกันยายน 2562 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.4 เท่า ดังนั้น จึงถือว่าบริษัทสามารถปฏิบัติได้ตามข้อกำหนด

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในโครงการภาครัฐต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่ง การก่อหนี้จะเพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้างและลดลงหลังโครงการแล้วเสร็จ

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากบริษัทสามารถเพิ่มฐานรายได้ให้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและกระจายฐานลูกค้าได้มากขึ้นในขณะที่ยังคงรักษากำไรให้แข็งแกร่งรวมถึงควบคุมระดับการก่อหนี้ได้ ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจปรับลดลงได้หากสถานะทางการเงินของบริษัทด้อยลงอย่างมากซึ่งอาจเป็นผลมาจากความล่าช้าของโครงการ หรือต้นทุนในการก่อสร้างที่สูงกว่าคาด หรือการจัดการด้านเงินทุนหมุนเวียนที่ไม่มีประสิทธิภาพจนทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงต่ำกว่า 12% หรืออัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนเพิ่มขึ้นสูงกว่า 60% เป็นระยะเวลานาน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ