ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร ESSO ที่ "A+" แนวโน้ม "Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday December 25, 2019 16:46 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด คงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) ที่ระดับ "A+" ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างบริษัทกับ Exxon Mobil Corporation และบริษัทในเครือ (ExxonMobil Group) ประกอบกับการมีโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร รวมถึงการมีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง ในทางตรงข้าม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากความผันผวนของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูงและการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นส่วนหนึ่งของ ExxonMobil Group

อันดับเครดิตดังกล่าวมีพื้นฐานสำคัญมาจากสถานะของบริษัทที่เป็นหนึ่งในโรงกลั่นใน ExxonMobil Group ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจปิโตรเลียมและโรงกลั่นน้ำมันแบบครบวงจรของโลก การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทำให้บริษัทได้รับการสนับสนุน จาก ExxonMobil Group มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การดำเนินงานไปจนถึงการดำเนินธุรกิจและความยืดหยุ่นทางการเงิน

ในด้านการจัดหาน้ำมันดิบและสารตั้งต้นอื่น ๆ นั้น บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ ExxonMobil Group ในขณะเดียวกัน บริษัทก็จำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและปิโตรเคมีผ่านทางเครือข่ายของกลุ่มด้วย

สำหรับการดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีนั้น บริษัทนำเทคโนโลยีของ ExxonMobil Group มาปรับใช้และรักษามาตรฐานในการดำเนินงานเช่นเดียวกับมาตรฐานของกลุ่ม นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการซึ่งพัฒนาโดย ExxonMobil Group ผ่านสัญญาต่าง ๆ ที่มีกับกลุ่มอีกด้วย

นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก ExxonMobil Group อย่างเป็นระยะซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทอีกทางหนึ่งด้วย

มีโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร

บริษัทมีโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex ที่เชื่อมต่อกับโรงงานอะโรเมติกส์ซึ่งช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ ในปี 2561 สัดส่วนผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปของบริษัทประกอบด้วยน้ำมันดีเซล 37.9% น้ำมันเบนซิน 19.3% รีโฟเมท (Reformate) 13.4% น้ำมันอากาศยานและน้ำมันก๊าด 8.7% น้ำมันเตา 7.8% และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก 12.9%

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีและยึดถือปรัชญาในการดำเนินธุรกิจร่วมกับ ExxonMobil Group อีกด้วย โดยโรงกลั่นของบริษัทจัดอยู่ในกลุ่มโรงกลั่นที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพระดับแถวหน้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีการดำเนินงานที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสูง

มีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง

อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงสถานภาพทางการตลาดที่แข็งแกร่งในประเทศไทยของบริษัทอีกเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัทมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า "Esso" ที่กว้างขวาง ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเพื่อให้มีกำไรที่มากขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จะช่วยลดความผันผวนของธุรกิจการกลั่นน้ำมันลง

บริษัทมีการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันอย่างรวดเร็วรวมถึงทำการปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2562 บริษัทมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 620 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 500-550 แห่งในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา

การมีเครื่องหมายการค้าที่แข็งแกร่งช่วยหนุนให้บริษัทสามารถจำหน่ายน้ำคุณภาพสูงและสินค้าที่เกี่ยวข้องผ่านสถานีบริการน้ำมันของบริษัทได้ นอกจากนี้ สถานีบริการน้ำมันของบริษัทยังมียอดจำหน่ายน้ำมันต่อสถานีที่ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น ๆ เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย

การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของบริษัทก็ลดทอนลงจากการแข่งขันที่รุนแรงภายในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทย ผู้ค้าปลีกน้ำมันหลายรายได้ขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้ประกอบการแต่ละรายก็ยังทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดด้วย การเปลี่ยนโฉมสถานีบริการกำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม ผู้ค้าปลีกน้ำมันหลายรายได้ลงทุนเป็นอย่างมากในการปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันและการนำเสนอสินค้าและบริการอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันในสถานีบริการ

ในขณะเดียวกัน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปของไทยกลับเติบโตเพียงประมาณปีละ 2% เท่านั้น และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ก็เติบโตที่ระดับ 2.5% ทริสเรทติ้งมองว่าการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปน่าจะเติบโตในระดับเดิมหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าเมื่อคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังคงอ่อนแอ

มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน

อันดับเครดิตมีข้อจำกัดจากความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมีเป็นหลัก ผลประกอบการของบริษัทในปี 2561 นั้นต่ำกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดไว้เนื่องจากค่าการกลั่นที่อ่อนแอ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันอื่น ๆ บริษัทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ทำให้ค่าการกลั่นของบริษัทลดลงเหลือ 4.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2561 จาก 8.1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2560

โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทยังคงได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากค่าการกลั่นที่ลดลงเนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำนั้นยืดเยื้อต่อเนื่องมาจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 นั้น ค่าการกลั่นของบริษัทอยู่ที่ 3.0 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเมื่อเทียบกับ 7.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยค่าการกลั่นนี้อยู่ในระดับต่ำสุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทยังมีการหยุดโรงกลั่นน้ำมันเพื่อทำการซ่อมบำรุงตามแผนเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือนในช่วงเดือนกันยายนจนถึงเดือนตุลาคม 2562 ซึ่งทำให้การผลิตลดลงไปประมาณ 12% สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2562 ยิ่งกว่านั้น ภาวะอุปทานส่วนเกินของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงอีกด้วยเช่นกัน

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลทำให้รายได้จากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ในขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายก็อยู่ในระดับต่ำที่เพียง 349 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับเกือบ 50% ณ เดือนกันยายน 2562

ผลการดำเนินงานของบริษัทคาดว่าจะดีขึ้น

ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะดีขึ้นเนื่องโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทกลับมาดำเนินงานได้อย่างเต็มกำลังตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมา สำหรับช่วงเวลาระหว่างปี 2563-2565 ค่าการกลั่นน่าจะดีขึ้นจากที่ International Marine Organization (IMO) มีมาตรการห้ามใช้น้ำมันเตาที่มีซัลเฟอร์สูง บริษัทสามารถใช้เครือข่ายการจัดหาน้ำมันดิบของกลุ่มในการจัดหาน้ำมันดิบที่มีซัลเฟอร์ต่ำเพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินงานของโรงกลั่น นอกจากนี้ ผู้ประกอบเดินเรืออาจจะใช้น้ำมันดีเซลมาผสมกับน้ำมันเตาที่มีซัลเฟอร์สูงเพื่อให้ได้คุณภาพน้ำมันตามที่ IMO กำหนด ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดการณ์ค่าการกลั่นของบริษัทแบบระมัดระวังในช่วง 3.1-3.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลสำหรับประมาณการ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดด้วยว่าภาวะอุปทานส่วนเกินในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงดำเนินต่อไป

ภายใต้ประมาณการพื้นฐานสำหรับช่วงปี 2563-2565 นั้น ทริสเรทติ้งคาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะอยู่ระหว่าง 3-4 พันล้านบาทต่อปีโดยไม่คาดว่าบริษัทจะมีการลงทุนขนาดใหญ่ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.6 พันล้านบาทต่อปีสำหรับการซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันรวมถึงขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นจนขึ้นไปอยู่ในระดับ 40% ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ในช่วง 5-7 เท่า

สถานะสภาพคล่องเป็นที่น่าพอใจ

แม้ว่าบริษัทจะมีผลประกอบการที่อ่อนแอ แต่ทริสเรทติ้งก็เชื่อว่าบริษัทมีความสามารถในการจัดการภาระหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะ 12 เดือนข้างหน้าได้ โดย ณ เดือนกันยายน 2562 บริษัทมีเงินสดในมือประมาณ 600 ล้านบาทและยังมีเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกใช้จาก ExxonMobil Group มากกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีภาระต้องชำระคืนเงินกู้ระยะยาวให้แก่ธนาคารจำนวน 1.3 พันล้านบาทในระยะ 12 เดือนข้างหน้า

การสนับสนุนทางการเงินช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัท

จากความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับ ExxonMobil Group ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก ExxonMobil Group ต่อไปโดยเห็นได้จากวงเงินกู้ที่บริษัทได้รับในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2562 ประมาณ 2 ใน 3 ของเงินกู้รวมของบริษัทเป็นวงเงินที่ได้รับจาก ExxonMobil Group และนอกเหนือจากเงินกู้ระหว่างกันที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว ExxonMobil Group ยังให้การสนับสนุนวงเงินกู้อีกจำนวน 5.4 หมื่นล้านบาทแก่บริษัทด้วยซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเบิกใช้

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ราคาประมาณการน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 ไปตลอดจนถึงปี 2563 และจะลดลงเหลือ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น

ค่าการกลั่นของบริษัทจะอยู่ระหว่าง 3.1-3.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในระหว่างปี 2563-2565

ประมาณการเงินลงทุนของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 2.2 พันล้านบาทในปี 2562 และ 1.6 พันล้านบาทในช่วงปี 2563-2565

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่บริษัทมีกับ ExxonMobil Group รวมถึงประโยชน์ต่าง ๆ ที่บริษัทจะได้รับจากกลุ่มด้วย นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจปิโตรเลียมภายในประเทศเอาไว้ได้และจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในหลายปีข้างหน้าอีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

โอกาสที่บริษัทจะได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้ามีค่อนข้างจำกัดเนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันและภาวะอุปทานส่วนเกินของพาราไซลีน (Paraxylene) อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตมีโอกาสที่จะลดระดับลงหากบริษัทไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ExxonMobil Group อีกต่อไปหรือผลประกอบการของบริษัทไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวังไว้


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

รับทราบและยอมรับ