ECF ลั่นปีนี้มุ่งเฟอร์นิเจอร์-พลังงานดันรายได้โตกว่า 10-15% อัตรากำไรสุทธิเพิ่ม 4-5% ลุยศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าใน-ตปท.

ข่าวหุ้น-การเงิน 17 มกราคม พ.ศ. 2563 12:07 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) เปิดเผยว่า ในปี 63 บริษัทมุ่งเน้นที่จะสร้างการเติบโตจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจพลังงานเป็นหลัก โดยตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10-15% พร้อมทั้งปรับแผนงานเพื่อผลักดันอัตรากำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4-5 %

ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในปีนี้มาจากการขยายตลาดของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งจะเห็นการรับรู้ที่ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งบริษัทวางแผนงานบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในการลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ประกอบกับควบคุมค่าใช้จ่ายในการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ คาดว่าจะเริ่มเห็นสัดส่วนกำไรสุทธิทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากธุรกิจต่าง ๆ ภายในปีนี้

นายอารักษ์ กล่าวว่า ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในปีนี้มีสัญญาณการเติบโตที่ดีอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปต่างประเทศ จะมุ่งเน้นขยายตลาดลูกค้าใหม่ในญี่ปุ่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพสามารถสร้างโอกาสการเติบโตของคำสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันลูกค้าของบริษัทมียอดคำสั่งซื้อสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 63 นี้ อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย

ขณะที่ตลาดในประเทศ บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างการจัดจำหน่าย มุ่งเน้นกระตุ้นยอดขายในช่องทางใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ อาทิ ร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำที่มีสาขาทั่วประเทศ ล่าสุดสามารถเพิ่มร้านโมเดิร์นเทรดได้อีก 2 ราย แต่ละรายมีโอกาสการเติบโตผ่านการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังเริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจำหน่ายในรูปแบบอุปกรณ์ก่อสร้างที่ใช้วัตถุดิบจากไม้ยางพารา เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าผู้รับเหมาที่รับงานติดตั้งให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายของประเทศ ทั้งนี้ บริษัทพยายามรักษาสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศอยู่ที่ 55 % และในประเทศอยู่ที่ 45 %

สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทนในปีนี้จะเห็นการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยที่ผ่านมารับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลภาคใต้ขนาด 7.5 เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู ขนาด 220 MW ในเมียนมา เฟสแรก 50 MW สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรงวดแรกเข้ามาเต็มที่ในไตรมาส 4/62 ส่วนเฟส 2, 3 และ 4 อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อก่อสร้างให้ครบโดยเร็วที่สุด หากครบทั้ง 4 เฟสบริษัทคาดการณ์ว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 80-100 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุน โดยจะมุ่งเน้นโครงการที่มีผลตอบแทนสูง และจะเข้าลงทุนด้วยตัวเองเป็นหลัก


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ