BEAUTY พุ่ง 9.65% วอลุ่มเทรดหนาแน่น หลังตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิปีนี้ 15% รายได้โต 20%

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday February 5, 2020 10:43 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

หุ้น BEAUTY ราคาพุ่งขึ้น 9.65% มาอยู่ที่ 2.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.22 บาท มูลค่าซื้อขาย 522.11 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.38 น. โดยเปิดตลาดที่ 2.32 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 2.50 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 2.28 บาท

นพ.สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) เปิดเผยว่า ในปีนี้ BEAUTY ตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิ 15% และวางเป้าหมายรายได้เติบโต 20% เนื่องจากมองว่าภาพรวมธุรกิจเครื่องสำอางคาดว่ายังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับความงาม สุขภาพและผิวพรรณต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวเป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ

ในปีนี้บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจด้วยนโยบาย International Beauty & Health Business เพื่อยกระดับแบรนด์สินค้าภายใต้การจำหน่ายของบริษัทเข้าสู่การเป็นแบรนด์ด้านความงามและสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจและแผนการดำเนินงานของบริษัทจะมุ่งเน้นใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

1. เพิ่มความสามารถการทำกำไร (Strengthening profitability both domestic and overseas business) : โดยมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรจากช่องทางจัดจำหน่ายต่างประเทศและบริหารจัดการต้นทุนช่องทางการจัดจำหน่ายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ

2. ขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก (Overseas: Cultivating and expanding overseas business) จำนวน 16 ประเทศ โดยมี 13 ประเทศที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในปี 2562 ซึ่งจะเน้นการทำการตลาดร่วมกันและเพิ่มจำนวน SKUs สินค้า และมีอีก 5 ประเทศหลักที่เน้นการทำการตลาดเฉพาะในปี2563 มีแผนจะพัฒนาช่องทางการตลาดและการขายเข้มข้น คือ ประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา อินเดีย ฟิลิปปินส์ ในรูปแบบของตัวแทนจำหน่าย Product Distributor ,Shop Licence , Shop in Shop หรือ Counter sales

ขณะเดียวกันบริษัทเน้นการรุกตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน(Mainland China)ต่อเนื่อง โดยบริษัทมีแผนศึกษาการสร้างฐานธุรกิจในประเทศจีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขยายตลาด และเพื่อความสะดวกในการพัฒนาสินค้าใหม่และการบริหารจัดการตลาดในประเทศจีน เพราะเล็งเห็นว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่มีโอกาสทางธุรกิจสูง อีกทั้งบริษัทมีแผนเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากช่องทางจำหน่ายร้านค้าทั่วไป (General Trade) เช่น คอนวีเนียนสโตร์ โมเดิร์นเทรดต่าง ๆ และช่องทางออนไลน์ที่เป็นอีคอมเมิรซ์ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการขาย

นอกจากนั้นได้ขยายจำนวนสินค้าใหม่ๆเข้าไปจำหน่ายในช่องทาง Cross Border E-Commerce อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2562 บริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายแล้วจำนวน 10 Platforms และในปีนี้มีแผนเจรจาเพิ่มจำนวน Platform อีกต่อเนื่อง

3. ตลาดในประเทศมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มสินค้าอุปโภค และสร้างความเข้มแข็งช่องทางร้านค้าปลีก (Domestic : Expanding distribution channels for Consumer Products and improving retail business) ตลาดในประเทศ มุ่งเน้นขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆที่มีโอกาสเติบโตสูงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น ที่ไม่จำกัดเฉพาะร้านสาขา พร้อมขยายกลุ่มสินค้าอุปโภค (Consumer Product) และสินค้าสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะพัฒนาสินค้าด้านสุขภาพร่วมกับผู้ผลิตสินค้าชั้นนำด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกทั้งยังมุ่งเน้นเพิ่มช่องทางการตลาดที่หลากหลายเพื่อเปิดช่องทางจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ช่องทางร้านค้าปลีก (Retail Business Models) มุ่งเน้นการเพิ่มอัตราการเติบโตสาขาที่มีศักยภาพ พัฒนาปรับปรุงและสร้างความเข้มแข็งให้ช่องทางร้านค้าปลีก พร้อมทั้งบริหารจัดการต้นทุนในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบริหารร้านค้าปลีกเน้นการทำการตลาดได้ด้วยตัวร้านค้าปลีกเอง (Local Store Marketing) ,สร้างโมเดลการขายสินค้าที่เป็นสินค้า Multi Brand เข้ามาจำหน่ายในร้าน Beauty Buffet เพื่อจำหน่ายสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุม ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 311 สาขา

ช่องทางอีคอมเมิร์ซ( E-Commerce) ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงพัฒนาและบริหารจัดการโครงสร้างระบบอีคอมเมิร์ซให้มีประสิทธิภาพ วางเป้าหมายรุกตลาดออนไลน์ ด้วยกลยุทธ์ O2O และพันธมิตร รวมถึงพัฒนาระบบรองรับพฤติกรรมการจับจ่ายผ่านมือถือของบริษัทเอง ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทมีรายได้เติบโตก้าวกระโดด

มุ่งเน้นพัฒนาสินค้าหลัก (Product Driven) ขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตโดยการสร้าง Product Heros ที่มีกระแสดึงดูดลูกค้าทั้งสินค้าเดิมที่มีอยู่แล้วและสินค้าใหม่ เน้นสินค้าที่เป็นอินโนเวชั่นตามเทรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นพ.สุวิน กล่าวว่า ในปี 63 ถือเป็นปีของการเก็บเกี่ยวจากการขยายตลาดไปกว่า 16 ประเทศ และมุ่งเน้นใน 5 ประเทศเป็นหลัก ได้แก่ อินเดีย ที่จะเข้าไปในกลุ่มรีเทลขนาดใหญ่ ปัจจุบันทดลองจำหน่ายสินค้าไปแล้ว 29 สาขา จากทั้งหมด 300 กว่าสาขา การขยายร้าน Flagship store ในอินโดนีเซีย เพื่อเน้นสื่อสารและสร้างประสบการณ์ของแบรนด์กับลูกค้าได้มากขึ้น การขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ ที่มีการเปิดร้านอยู่แล้ว การเน้นตลาดเมียนมาหลังยอดขายเติบโตถึง 300% เมื่อปีที่ผ่านมา เพราะสินค้าของบริษัทเป็นที่นิยมสูงมากในปัจจุบัน และการขยายตลาดเพิ่มเติมในเวียดนาม

ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมการขยายร้าน Flagship store ในบรูไน การทดลองจำหน่ายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา การทดลองขายส่งไปยังตลาดรัสเซีย การขยายสินค้าเข้าไปในรีเทลขนาดใหญ่ ในแคนาดา และดูไบ รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาขยายตลาดเพิ่มในบังกลาเทศ กัมพูชา และอิหร่านด้วย

สิ้นปี 62 บริษัทมีสาขารวม 311 สาขา ลดลงจากปี 2561 ที่มีสาขารวม 348 สาขา หลังมีการปิดสาขาที่ไม่คุ้มทุนในการเช่า และปิดสาขาทับซ้อน เพื่อให้อีกสาขารับยอดขายได้เต็มที่ ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังอยู่ระกว่างการขยายเข้าไปยังร้าน วัตสัน และอีฟแอนด์บอย (EVEANDBOY) มัลติแบรนด์สโตร์ด้านความงาม ส่วน Boots ก็ได้มีวางขายอยู่แล้ว โดยมีสินค้าหลายรายการในบางกลุ่มขยายเข้าไปวางขายได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้ตั้งผู้แทนจำหน่าย(distributor) อย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/63 ซึ่งจะช่วยให้ขยายเข้าสู่ร้านย่อยได้ครอบคลุมมากขึ้น

ส่วนตลาดในจีนยังเป็นยอดขายหลักของบริษัท ปัจจุบันยอดขายในต่างประเทศ 16 ประเทศ คิดเป็น 36.50% ซึ่งมาจากจีนกว่า 90% โดยในปี 63 ยังคงเป้ายอดขายไว้ 50 ล้านบาท/เดือน จากการกระจายเข้าสู่เอ้าท์เลทกว่า 33,000 จุด แม้ว่าจะมีเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา แต่เชื่อว่ารัฐบาลจีนสามารถควบคุมได้เร็ววัน หรือช้าสุดในเดือน เม.ย. 63 (จากการเก็บข้อมูลตัวแทนจำหน่าย) รวมถึงศึกษาการเข้าไปตั้งรากฐานอย่างเป็นทางการในจีน คาดว่าก่อนครึ่งแรกปี 63 จะเห็นความชัดเจนว่าจะเข้าไปในรูปแบบใด

นพ.สุวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยังไม่มีนโยบายการซื้อหุ้นคืนแต่อย่างใด แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงมามากก่อนหน้านี้ เนื่องด้วยยังคิดติดกฎเกณฑ์ที่ไม่สามารถซื้อหุ้นคืนได้ในระยะ 3 ปีหลังจากที่ได้ซื้อหุ้นคืนไปครั้งก่อนแล้ว โดยการซื้อล่าสุดนั้นสิ้นสุดไปเมื่อเดือน ม.ค.62 ขณะที่ในนามส่วนตัวนั้นยังคงยืนยันว่าไม่มีแผนซื้อหุ้นเข้าพอร์ต พร้อมยืนยันว่าจะพยายามทำผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพในทุกปี แม้ว่าจะมีสถานการณ์เชิงลบเข้ามามีผลกระทบระหว่างปีก็ตาม


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ