(เพิ่มเติม) NCH ตั้งเป้าปี 63 ทำยอดขาย 2.7 พันลบ.รายได้ 1.6 พันลบ.เปิด 5 โครงการใหม่รวมมูลค่า 3.5 พันลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday February 11, 2020 13:26 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) NCH ตั้งเป้าปี 63 ทำยอดขาย 2.7 พันลบ.รายได้ 1.6 พันลบ.เปิด 5 โครงการใหม่รวมมูลค่า 3.5 พันลบ.

นายสมนึก ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็น.ซี เฮ้าส์ซิ่ง (NCH) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทพร้อมรุกขยายโครงการแนวราบ เพิ่มขึ้น ยังมุ่งเติบโตบ้านทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ระดับราคา 2-5 ล้านบาท และสร้างฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้นด้วยสื่อการตลาดออนไลน์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อบ้าน และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อรองรับการเปิดโครงการใหม่แนวราบเพิ่มอีก 5 โครงการใน 3 ทำเลศักยภาพ มูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 2,700 ล้านบาท และรับรู้รายได้ 1,600 ล้านบาท

สำหรับแผนการดำเนินงาน ชูความพร้อมเสริมแกร่งด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ตามแผนธุรกิจหลักขององค์กร "รู้จักบ้าน รู้ใจคุณ" ตอบรับความมั่นใจให้กับแบรนด์ เอ็น.ซี คือ 1.กลยุทธ์โปรดักส์ มุ่งพัฒนาสินค้าเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ซื้อบ้าน ด้วยการพัฒนาควบคู่ Strategic Partner พันธมิตรด้านผลิตภัณฑ์ ให้โดนใจผู้อยู่อาศัยยุคใหม่

2.กลยุทธ์ Customer Centric ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก เพิ่มการบริการที่ยกระดับการอยู่อาศัยในสังคมชุมชนสอดคล้องกับแนวคิด "รู้จักบ้าน รู้ใจคุณ"สู่ต้นแบบของการดูแลบริหารชุมชนโครงการบ้านจัดสรรที่ดี และ 3.กลยุทธ์ Home Innovation นำนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อที่อยู่อาศัยมาพัฒนาโครงการ โดยผนึกพันธมิตรเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น มีความทันสมัย สะดวก สบาย เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข

นายสมนึก เปิดเผยว่า การเปิดโครงการใหม่ในปีนี้จะเน้นโครงการแนวราบทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นทาวน์เฮาส์และบ้านแฝดในกลุ่มระดับราคา 2-5 ล้านบาท อยู่ใน 3 ทำเลที่บริษัทมีที่ดินรอการพัฒนาอยู่แล้ว ได้แก่ โซนกรุงเทพฯตอนเหนือ กรุงเทพฯตะวันตก และพัทยา โดยจะเปิดขายในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ทั้งหมด สาเหตุที่บริษัทหันมารุกตลาดบ้านระดับราคา 2-5 ล้านบาทมากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มระดับกลางยังมีโอกาสเติบโต และยังมีความต้องการซื้ออยู่มาก รวมทั้งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทำให้บริษัทเห็นถึงโอกาสในการรุกตลาดบ้านระดับกลางในปีนี้

ขณะที่ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในปี 63 ถือเป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายภายใต้ปัจจจัยลบของเศรษฐกิจในประเทศ และต่างประเทศ และยังต้องเผชิญปัญหาด้านการเงิน ในสภาวะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนมีอัตราส่วนสูงขึ้น ภาคอสังหาริมทรัพย์เองก็ยังต้องเผชิญกับการแบกรับสต๊อกบ้านในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ประกอบการก็ยังมีความอุ่นใจที่ภาครัฐยังมีมาตรการมาช่วยกระตุ้นพยุงสถานการณ์ครอบคลุมถึงบ้านระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ทำให้กำลังซื้อปรับตัวดีขึ้นมาบ้าง จึงมีความหวังว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะกลับมาดีขึ้น เพราะมีการดูดซับซัพพลายในตลาดมากขึ้น และเมื่อผู้ซื้อบ้านมั่นใจทำให้ในปีนี้มองว่าจะได้ห็นการเร่งระบายสต๊อกสินค้า ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่จะได้รับความคุ้มค่าในการซื้อที่อยู่อาศัย

ปัจจุบัน NCH มีสต็อกสินค้ารอการขายมูลค่ารวมทั้งหมด 4-5 พันล้านบาท จาก 9 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการแนวราบ ส่วนสต็อกของคอนโดมิเนียมในพัทยาและเชียงใหม่ที่เหลืออยู่ไม่มากนั้นบริษัทจะพยายามระบายให้หมดภายในปีนี้ โดยคอนโดมิเนียมที่พัทยามีเหลือ 17 ยูนิต มูลค่า 40 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมที่เชียงใหม่มีเหลือ 40 ยูนิต มูลค่า 100 ล้านบาท บริษัทจะนำแคมเปญการตลาดมากระตุ้นการขาย โดยเฉพาะแคมเปญ NC5G แรงที่มอบโปรโมชั่นพิเศษทั้งค่าใช้จ่ายในการโอนและของแถมสุดพิเศษ ซึ่งระยะเวลาแคมเปญถึงสิ้นเดือนมี.ค.นี้ โดยคาดหวังยอดขายจากแคมเปญดังกล่าว 400-500 ล้านบาทในไตรมาส 1/63 โดยทั้งปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวม 2.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 2.5 พันล้านบาท

ในด้านรายได้ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 1.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยการระบายสต็อกในปีนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เข้ามาช่วยผลักดันรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับ บริษัทยังมีมูลค่ายดขายรอโอน (Backlog) ซึ่งมาจากโครงการแนวราบอยู่ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนในปีนี้ทั้งหมด ขณะที่การเปิดขายโครงการแนวราบใหม่ในปีนี้จะเน้นไปที่บ้านสร้างเสร็จพร้อมโอน ทำให้สามารถรับรู้รายได้เข้ามาได้ทันที

ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนทางเงินให้มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ผลการดำเนินงานออกมาดีขึ้น แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะมีหนี้สินไม่มาก ซึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่เพียง 0.5 เท่า แต่บริษัทจะต้องพยายามหาทางเลือกที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำ โดยในปัจจุบันแหล่งเงินทุนที่บริษัทใช้รองรับการพัฒนาโครงการเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน ถือว่ามีอัตราดอกเบี้ยที่ยังต่ำกว่าการออกตั๋วแลกเงิน (B/E) ในช่วงนี้ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนการเงินลดลงมาเหลือ 6% ในปัจจุบัน

ส่วนการลงทุนของบริษัทในปีนี้จะมีเพียงแค่การใช้เงินลงทุน 50 ล้านบาทในการก่อสร้างโครงการศิริอรุณให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่การลงทุนไนการซื้อที่ดินใหม่ยังไม่มีแผนในปีนี้ เนื่องจากบริษัทยังมีที่ดินในมืออยู่มากกว่า 200 ไร่ รองรับการพัฒนาโครงการในอนาคตได้อีกหลายปี


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ