TU ตั้งเป้า 5 ปีดันกำไรกลับสู่ระดับปกติ 5 พันลบ./ปี-ยอดขาย 5 พันล้านเหรียญฯ เน้นสินค้ามาร์จิ้นสูง-ลดต้นทุน-ขยายตลาด

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday February 21, 2020 14:31 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์ 5 ปี (ปี 63-67) บริษัทจะเน้นการสร้างการเติบโตของความสามารถในการทำกำไรให้เพิ่มขึ้น โดยวางเป้าหมายผลักดันกำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นกลับไปสู่ระดับปกติที่เคยทำได้มากกว่า 5 พันล้านบาท/ปี

พร้อมทั้งผลักดันอัตรากำไรขั้นต้นให้เพิ่มขึ้น จากการขยายตลาดสินค้ากลุ่มที่ให้มาร์จิ้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) ได้แก่ กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มอาหารสัตว์ และกลุ่ม Marine Ingredients เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขาย โดยเฉพาะกลุ่ม Marine Ingredients ที่ตั้งเป้าในช่วง 5 ปีนี้จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 5-10% จากปัจจุบันมีสัดส่วนน้อยมากไม่ถึง 10% ส่วนกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารสัตว์ ก็จะเพิ่มสัดส่วนการขายมากกว่าในปัจจุบันที่ 30% และ 25% ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน จะบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการลดต้นทุนบางอย่างลงตามความเหมาะสม รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดี รวมไปถึงการลงทุนต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีนี้ จะต้องเป็นการลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนที่สูง มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า 15-16% จะทำให้มีความสามารถทำกำไรที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน

โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20% จาก 16% ในปีก่อน

สำหรับการลงทุนในช่วง 5 ปีนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนไว้เบื้องต้นเฉลี่ยปีละ 5 พันล้านบาทสำหรับการลงทุนปกติ เพื่อสร้างโรงงานและลงทุนเครื่องจักรเพิ่มกำลังการผลิต ไม่รวมงบลงทุนสำหรับการทำดีลซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งในปี 63 จะใช้เงินลงทุน 5.5 พันล้านบาท และยังศึกษาการทำ M&A อยู่ต่อเนื่อง แต่ขึ้นอยู่กับโอกาสที่บริษัทเห็นว่ามีความน่าสนใจและเป็นดีลที่ให้ผลตอบแทนที่ดี

ด้านยอดขายในช่วง 5 ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายแตะ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปี ปัจจุบันการสร้างการเติบโตของยอดขายยังมีความท้าทายจากสถานการณ์ภายนอกที่ไม่แน่นอน และความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ทำให้บริษัทไม่เน้นการสร้างยอดขายให้เติบโตมาก แต่หันไปเน้นการสร้างการเติบโตของกำไรแทน

"ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมาก ทำให้การสร้างยอดขายให้เติบโตมากมีความท้าทายมาก เพราะมีปัจจัยความไม่แน่นอนต่าง ๆ เกิดขึ้นตลอด ทำให้เราหันมาดูที่การสร้างการเติบโตของกำไรมากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน และการขายสินค้าที่ให้มาร์จิ้นสูง เพื่อผลักดันกำไรของบริษัทให้กลับมาสู่ระดับปกติมากกว่า 5 พันล้านบาทในช่วง 5 ปีนี้"นายธีรพงศ์ กล่าว

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า สัดส่วนยอดขายของในแต่ละภูมิภาคช่วง 5 ปีนี้ คาดว่าจะยังคงมาจากสหรัฐฯ เป็นหลักสัดส่วนอยู่ที่ 41% ส่วนยุโรปหากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและค่าเงินฟื้นตัวดีขึ้น สัดส่วนยอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 33% จากปัจจุบัน 28% และสัดส่วนของยอดขายในเอเชีย จะพยายามเพิ่มให้มากกว่า 12% เพราะยังมีโอกาสมากในการขยายตลาด แต่ปัจจุบันอาจจะเกิดการชะลออยู่บ้าง จากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท แต่อาจจะส่งกระทบต่อภาพรวมหลังจากนี้ เพราะทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจที่จะออกมาข้างนอก ทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว ขณะที่แนวโน้มราคาวัตถุดิบทูน่าในปี 63 มองว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน จากกรอบ 1,300-1,600 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ย 1,270 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ซึ่งส่งผลบวกต่อบริษัทในแง่ของยอดขาย

ส่วนการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของบมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยนั้น หลังจากที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการและหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ไปแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างติดตามภาวะตลาดที่เหมาะสม เพราะตลาดหุ้นในปัจจุบันมีความผันผวนมากจากปัจจัยความไม่แน่นอน คาดว่าจะมีความชัดเจนออกมาภายในไตรมาส 2/63 เกี่ยวกับช่วงเวลาการเสนอขาย IPO และการเข้าจดทะเบียในตลาดหลักทรัพย์ฯ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ