รมช.คมนาคม ถกผู้บริหาร THAI เร่งแก้วิกฤต มุ่งหารายได้เพิ่ม-ลดค่าใช้จ่ายพนง.-ลดขนาดองค์กร พร้อมเร่งแผนฟื้นฟู

ข่าวหุ้น-การเงิน Sunday March 29, 2020 17:05 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการตรวจเยี่ยมสำนักงานใหญ่บมจ.การบินไทย (THAI) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยได้หารือกับ พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ประธานกรรมการ และนายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองประธานกรรมการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการบินไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตโควิด-19 โดยเบื้องต้นมุ่งเน้นรักษากระแสเงินสด ด้วยการเพิ่มช่องทางหารายได้อื่นนอกเหนือจากการบิน รวมถึงลดค่าใช้จ่ายพนักงาน ตลอดจนการลดขนาดองค์กรด้วยการลดพนักงาน เน้นให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ ขณะที่เร่งการจัดทำแผนฟื้นฟูให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์

สำหรับแนวทางแก้ไขดังกล่าว ประกอบด้วย 1. การรักษาสภาพกระแสเงินสด (Cash flow) เนื่องจากขณะนี้การบินไทยไม่มีรายได้จากการบินในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากมาตรการปิดน่านฟ้าเพื่อระงับการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ จึงมีความจำเป็นที่ต้องหาแนวทางเพื่อรักษาสภาพกระแสเงินสด จากการหารือมีแนวทาง ดังนี้

1.1 ต้องปรับวิธีการหารายได้จากทางอื่น เช่น การรับส่งสินค้าทางอากาศ (cargo) และครัวการบินไทยให้บริการจัดส่งอาหารถึงบ้าน (Delivery)

1.2 การปรับลดค่าใช้จ่าย เช่น การปรับลดค่าใช้จ่ายจากพนักงาน โดยการปรับลดเงินเดือน การหยุดจ่ายค่าล่วงเวลา หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สามารถปรับลดได้ ซึ่งขณะนี้สามารถปรับลดได้ไม่น้อยกว่า 30%

1.3 เจรจาขอผัดผ่อนการจ่ายเงินให้กับลิสซิ่ง ซึ่งขณะนี้สามารถเจรจาผัดผ่อนเวลาได้ประมาณ 3-5 เดือน

2. การจัดทำแผนฟื้นฟู จะเร่งจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อจะได้เสนอกระทรวงการคลัง และเสนอตามขั้นตอนจนถึงคณะรัฐมนตรีต่อไป

3. การปรับลดขนาดองค์กร โดยการปรับลดจำนวนของพนักงานให้น้อยลง เน้นวิธีการปรับลดโดยความสมัครใจ

4. การปรับลดประเภทของเครื่องบิน ลดจำนวนช่างซ่อมบำรุง ลดการสต็อกอะไหล่เครื่องบิน เพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

5. การปรับลดกระบวนการและขั้นตอนการทำงานภายในองค์กร เนื่องจากองค์กรเป็นรูปแบบรัฐวิสาหกิจ มีหลักเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับ ทำให้มีความล่าช้าในการบริหารจัดการ จึงจำเป็นจะต้องปรับแก้เพื่อให้สามารถทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

6. ปรับกระบวนการด้านรายได้จากการจำหน่ายตั๋วโดยสาร และบริหารด้านการตลาดในเชิงรุกให้มีผู้โดยสารมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้รวมถึงปรับลดการจำหน่ายตั๋วโดยสารโดยเอเจนซี่ (Agency) ซึ่งมีการล็อกราคาตั๋วโดยสาร ทำให้การบินไทยไม่สามารถปรับราคาค่าตั๋วโดยสารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ โดยแก้รูปแบบให้การบินไทยจำหน่ายตั๋วให้แก่ผู้โดยสารโดยตรงผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นระบบบุ๊กกิ้ง ระบบออนไลน์ ให้มากขึ้น อีกทั้งมาตรการค่าปรับเอเจนซี่ ในกรณีคืนตั๋วโดยสารไม่ทันภายในกำหนดเวลา

7. การจัดหารายได้เพิ่มในช่องทางการให้บริการจองที่พัก และการให้บริการจองทัวร์ของนักท่องเที่ยว

8. การลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้เรียกกลับประเทศให้หมดภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้

นอกจากนี้ยังได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการบินไทย เพื่อนำไปใช้ในทางปฏิบัติหลายประเด็น ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ TOCC (THAI Operations Control Centre) ให้เป็นหน่วยงานในโครงสร้างขององค์กร ,ศึกษาแนวทางในการจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อดำเนินการในส่วนของอาหาร หรือส่วนอื่น ๆ เพื่อให้สามารถหารายได้ และการบริหารจัดการที่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

การหารายได้เพิ่มจากฝ่ายช่าง เช่น การเปิดศูนย์ซ่อมบำรุงรักษาให้แก่เครื่องบินทั่วไป , การหารายได้เพิ่มเติมจากฝ่ายวางแผนการบิน เพื่อให้เครื่องบินประหยัดน้ำมัน ประหยัดเวลาในการบิน ซึ่งทางศูนย์ TOCC มีความสามารถในการวางแผนได้เป็นอย่างดี , การบริหารจัดการสินทรัพย์ของการบินไทย ที่แต่เดิมมีอยู่ร่วม 200,000 ล้านบาท แต่ในปัจจุบันนี้คงเหลือแค่ 100,000 ล้านบาทเท่านั้น

การขอลดค่าใช้จ่ายในการจอดเครื่องบินในระยะยาว (Aircraft long Term Parking) ซึ่งการตั้งคณะกรรมการต้องทำในรูปแบบการกำหนดตัวบุคคลมาทำหน้าที่ และต้องจัดหาบุคคลที่มีความจริงจังในการทำหน้าที่ , การคำนวณกำไรขาดทุน จะต้องคำนวณในทุกเส้นทางการบิน และต้องคำนวณเป็นรายเที่ยว รายเดือน และรายไตรมาส เพื่อให้ทราบถึงผลประกอบการในแต่ละเส้นทางการบินที่ชัดเจน จะได้นำมาวิเคราะห์แผนในการดำเนินการทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำความสำคัญในเรื่องของความโปร่งใสการใช้จ่ายงบประมาณ และความโปร่งใสในการบริหารจัดการ จึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อหาข้อมูลในเชิงลึก และหากมีข้อมูลใด ๆ ที่ส่อว่ามีการทุจริต ก็พร้อมจะดำเนินการตามกระบวนการจนถึงที่สุดต่อไป


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ