ASPS คาดทิศทางตลาดหุ้นไทย Q2/63 ยังผันผวนหลังโควิด-19 กดดัน, คาดกอง SSFx หนุนเม็ดเงินเพิ่ม 2.6 หมื่นลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday April 1, 2020 14:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) มองทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/63 ยังผันผวนสูง และมีโอกาสปรับตัวลงกว่า 1,000 จุด ให้แนวรับไว้ที่ 942 จุด และแนวต้านที่ 1,240 จุด โดยมีการประเมินการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ไว้ 3 กรณี คือ หากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 942-1,164 จุด ถือว่ายังขาดทิศทางที่ชัดเจน แนะกลยุทธ์การลงทุน เทรดดิ้ง ไม่ถือข้ามสัปดาห์

แต่หาก SET Index ผ่านแนวต้านที่ระดับ 1,164 จุดไปได้ มองเป็นสัญญาณบวกที่อาจจะผ่านจุดต่ำสุด หรือ Positive Zone แนะกลยุทธ์การลงทุน สามารถซื้อหุ้น และถือยาวได้ ขณะเดียวกันหากในกรณี Worst case หาก SET Index หลุดแนวรับ 942 จุด จะปรับตัวลงไปตามแนวโน้มเดิม และเกิดการปรับฐานใหม่ ประเมินแนวรับถัดไปที่ 880 จุด

ปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในช่วงไตรมาส 2/63 ยังมาจากเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน โดยบล.เอเซีย พลัส ก็ได้มีการปรับประมาณการ GDP Growth ของไทยปี 63 เป็นติดลบ 1.4% จากเดิมคาดบวก 2.8% จากการส่งออกที่ชะลอตัวลง หลังมีมาตรการปิดประเทศต่างๆ และการบริโภคภาครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง รวมถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ภาครัฐ มีมาตรการสั่งปิดสถานที่ต่างๆ จึงส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาครัฐจะมุ่งเน้นมาตรการการเงินและการคลังอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยมาตรการทางการเงินคาดมีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการทางการคลังอาจเห็นการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านการบริโภคอย่างต่อเนื่อง

สำหรับทิศทาง Fund Flow คาดว่ายังมีโอกาสที่เงินทุนจะยังไม่ไหลเข้ามา โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลออกในทุกประเทศในภูมิภาคแล้ว 3.5 หมื่นล้านเหรียญฯ ทั้งไต้หวัน, อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไทย

ขณะที่ไทยถือว่ายังมีความหวังจากแรงซื้อของกองทุน SSF เงื่อนไขพิเศษ ที่เปิดขายในเดือน เม.ย.-มิ.ย. 63 เชื่อว่าจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยได้ในระยะสั้น โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยราว 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลบวกต่อตลาดฯ ราว 4-5% โดยหุ้นที่จะได้รับความสนใจจากกองทุน SSF นี้ ได้แก่ PTT, CPALL, AOT, ADVANC, BDMS, PTTEP, BAM, KBANK, SCC, GULF, INTUCH, EGCO, BJC, KTC, PSH, FTREIT, TCAP, SPALI, CPF, JMT, TISCO, SISB, BBL เป็นต้น

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า ASPS ยังปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 63 มาที่ 7.8 แสนล้านบาท จากประมาณการเดิมที่คาดจะอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 62 อยู่ที่ 9.3 แสนล้านบาท ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 63 ลดเหลือ 72.62 บาทต่อหุ้น จากเดิม 95.71 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 17.8% จากปีก่อน โดยหลักๆ มาจากการปรับลดกำไรในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ผลจากการปรับลดสมมุติฐานราคาน้ำมันลง และ Spread ปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับต่ำ, กลุ่มธนาคารพาณิชย์ถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำ บวกกับเศรษฐกิจที่ชะลอจึงมีความเสี่ยงที่จะลดดอกเบี้ยได้อีกในช่วงที่เหลือของปี, กลุ่ม ICT มีต้นทุนจากการประมูลคลื่น 5G เพิ่มขึ้น และกลุ่มการบินและท่องเที่ยวถูกกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากยืดเยื้อกว่าที่เป็นอยู่

"ตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมาแรง จากความกังวลเรื่องโควิด-19 ที่กระทบเศรษฐกิจมาก แต่หากวิเคราะห์ Valuation ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน โดยดูจาก Market Earning Yield Gap ปัจจุบันที่ 5.90% ถือว่ากว้างมาก สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยมี Downside ที่จำกัด และมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว หากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย"นายเทิดศักดิ์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2/63 แนะนำให้สะสมหุ้นที่ปรับฐานลงมาแรงจากประเด็นโควิด-19 พร้อมกับมีโอกาสฟื้นตัวได้แรงกว่าตลาด หรือมีค่า Beta Plus สูง อย่าง GULF, BGRIM, BAM, SEAFCO, TFG รวมถึงหุ้นที่มีเกราะป้องกันโควิด-19 อย่าง INTUCH ส่วนหุ้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุน คือ หุ้นที่ Over Value อย่าง THAI และ TASCO


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ