MTC ยันไม่เคยคิดดอกเบี้ยเกินกว่า กม.กำหนด แจง DSI เข้าตรวจสอบตามข้อร้องเรียนลูกค้ารายเดิม

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday April 1, 2020 18:16 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC) เปิดเผยถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เข้ามาขอความร่วมมือตรวจสอบที่บริษัททั้ง 3 แห่งในวันที่ 20 มี.ค.63 ว่าเป็นการขอความร่วมมือเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการคำนวณดอกเบี้ย หลักเกณฑ์ในการยึดทรัพย์และนำทรัพย์ที่ยึดไปขายทอดตลาด ตามข้อร้องเรียนของลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันไปฟ้องดีเอสไอ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยร้องเรียนบริษัทมาแล้ว

ทั้งนี้ ทางบริษัทได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ สามารถตอบข้อซักถามทั้งหมดได้ว่าบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เนื่องด้วย MTC อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ในเรื่องของสินเชื่อสามารถที่จะคิดดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 28 ต่อปี และบริษัทฯมีใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจครบถ้วน และบริษัทฯไม่ได้ถูกแจ้งความดำเนินคดีแต่อย่างใด

"ทางดีเอสไอเข้ามาสอบถามข้อมูลเรื่องการคิดดอกเบี้ยว่าทำไมบริษัทถึงคิดดอกเบี้ยรถจักรยานยนต์ร้อยละ 20 ซึ่งพนักงานได้แจ้งไปว่าการดำเนินธุรกิจในส่วนดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติที่อนุญาตให้คิดดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 28 ซึ่งในความเป็นจริงเราก็คิดต่ำกว่าเกณฑ์มาก ส่วนเรื่องของการยึดทรัพย์และนำไปขายทอดตลาดก็ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ จนกระทั่งท้ายที่สุดเมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็จำเป็นต้องยึดทรัพย์และนำมาขายทอดตลาด ซึ่งถือเป็นการทำงานตามขั้นตอนปกติ

ทั้งนี้ MTC ระบุว่า การคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ และนาโนไฟแนนซ์ต่ำที่สุดในระบบของประเทศไทย และการดำเนินธุรกิจอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความมีมาตรฐานในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส และธรรมมาภิบาลในการบริหารธุรกิจ

นายชูชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ทางการออกมาขอให้ผู้ประกอบการช่วยลูกหนี้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า MTC ได้มีมาตรการการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทุกสาขา ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้า โดยลดค่าผ่อนชำระต่องวดลงเหลือ 70% เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้า โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.63 ที่ผ่านมา

และจากมาตรการพิเศษดังกล่าว บริษัทคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 63 อย่างมีนัยสำคัญ หากแต่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่บริษัทฯจะได้รับในระยะยาวทั้งในแง่ของการรักษาคุณภาพของสินทรัพย์ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายของบริษัท และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถฝ่าฟันวิกฤตโลกวันนี้ไปด้วยกัน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ