MC มั่นใจงวดปี 63 (ก.ค.62-มิ.ย.63) กำไรเพิ่มจากปีก่อน แม้ Q3 กำไรลดลง แต่มองผลกระทบโควิดแค่ชั่วคราว-เน้นคุมต้นทุน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday May 11, 2020 09:00 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

MC มั่นใจงวดปี 63 (ก.ค.62-มิ.ย.63) กำไรเพิ่มจากปีก่อน แม้ Q3 กำไรลดลง แต่มองผลกระทบโควิดแค่ชั่วคราว-เน้นคุมต้นทุน

นางชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แม็คกรุ๊ป (MC) เปิดเผยว่า บริษัทยังมั่นใจว่าภาพรวมทั้งปีงวดบัญชี 63 (ก.ค.62-มิ.ย.63) จะสามารถทำกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้น เทียบจากงวดปี 62 ที่ทำได้ 306 ล้านบาท หลัง 9 เดือนแรกปี 63 บริษัทมีกำไรสุทธิแล้ว 369 ล้านบาท จากการควบคุมต้นทุนและลดค่าใช้จ่าย ขณะที่มองผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 น่าจะเป็นเพียงชั่วคราว

ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 รอบปีบัญชี 63 (ม.ค.-มี.ค.63) มีกำไรสุทธิ 77.58 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 138.66 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการขาย 744 ล้านบาท ปรับลดลง 14.3% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามการชะลอตัวของภาพรวมเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมค้าปลีก ที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อช่องทางจำหน่ายออฟไลน์ของบริษัท โดยเฉพาะสาขาและจุดจำหน่าย (Point of sale) ในศูนย์การค้า และห้างสรรพสินค้า ที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราวตามนโยบายรัฐบาล เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 63 ก่อนสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บริษัทมีรายได้ 565.3 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 11.9% เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้ภาพรวม 9 เดือนแรกรอบปีบัญชี 63 (ก.ค.62-มี.ค.63) บริษัทมีรายได้จากการขาย 2,633 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน

ทั้งนี้ หลังจากต้องปิดให้บริการ Point of sale ตามนโยบายของรัฐบาล บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ปรับไลน์การผลิต เพิ่มหน้ากาก และหมวกป้องกันเชื้อโรค พร้อมรุกหนักช่องทางการจำหน่ายออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นราว 76% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน แตะ 84 ล้านบาท ส่งผลให้ยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไตรมาส 3 รอบปีบัญชี 63 ไว้ได้ที่ระดับ 57.1% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน

นางชนัญญารักษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทได้ควบคุมต้นทุนและลดค่าใช้จ่าย (SG&A) ที่ไม่จำเป็น โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารไตรมาส 3 รอบปีบัญชี 63 อยู่ที่ 336 ล้านบาท ปรับลดลงเกือบ 10% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ,ภาษี ,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) อยู่ที่ระดับ 15.6% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ระดับ 10.4%

"บริษัทมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อยอดขายในช่วงไตรมาส 3 บ้าง แต่มั่นใจว่า หลังสถานการณ์คลี่คลายลง ความต้องการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค จะพลิกกลับมาเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยชดเชยการชะลอตัวลงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้" นางชนัญญารักษ์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ