TOP ปรับแผนสู้โควิด หั่นค่าใช้จ่าย 2-2.5 พันลบ. พร้อมหันเพิ่มผลิตดีเซล-ลดน้ำมันเครื่องบิน

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday May 22, 2020 16:32 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบต่อธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอย่างรุนแรงที่สุด เพราะหลายประเทศใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อสกัดการแพร่ระบาด และแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเริ่มดีขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นหนุนให้ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นในรอบ 2 เดือน แต่บริษัทก็ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ เนื่องจากขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าในไตรมาส 2/63 บริษัทจะยังขาดทุนจากสต็อกน้ำมันหรือไม่ หลังจากในไตรมาสแรกขาดทุนสต็อกน้ำมันมากถึงราว 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทได้บริหารงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น ลดค่าใช้จ่ายทั่วไปราว 20-25% จากปกติมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท หรือลดราว 2-2.5 พันล้านบาท รวมถึงลดดกำลังกลั่นในเดือนเม.ย. เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาด แต่ในไตรมาส 1/63 อัตราการใช้กำลังการกลั่นยังอยู่ในระดับเฉลี่ย 111% จากกำลังกลั่นที่มีอยู่ 2.75 แสนบาร์เรล/วัน นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนการกลั่นน้ำมันอากาศยาน (JET) ที่มีสัดส่วนการผลิต 20% ของกำลังผลิต โดยปรับมาผลิตเป็นดีเซลราวครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งยังผลิต JET เนื่องจากบริษัทมีถังจึงเก็บไว้เพื่อรอจำหน่าย ซึ่งในขณะนี้น้ำมันอากาศยานเริ่มกลับมามีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นบ้าง เพราะเริ่มมีการใช้มาตรการคลายล็อกดาวน์ ขณะเดียวกันก็มีการส่งออกได้ส่วนหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม จากที่ราคาน้ำมันตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้ส่วนต่างราคาปิโตรเคมี "พาราไซลีน" ของบริษัทดีขึ้น ส่วนธุรกิจการกลั่น ไตรมาส 2/63 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก โดยอุปทานน้ำมันดิบที่ยังคงล้นตลาดจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ซาอุดีอาระเบียยังคงนโยบายการลดราคาน้ำมันดิบที่ส่งออกมายังเอเชีย ส่งผลให้ธุรกิจการกลั่นได้รับประโยชน์ ส่วนในช่วงครึ่งหลังปี 63 ธุรกิจการกลั่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และตลาดจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ