บลจ.กสิกรไทย ออกกองทุนตราสารหนี้ตปท.เน้นเอเชียขาย 7-10 ก.ค.คาดผลตอบแทน 1.6-1.8%

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday July 3, 2020 15:23 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บลจ. กสิกรไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ผู้ลงทุนยังคงต้องการกองทุนรวมที่ตอบโจทย์ในภาวะตลาดเช่นนี้ ภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ บลจ.กสิกรไทย จึงได้เสนอขายกองทุน Term Fund Plus ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้แบบกำหนดอายุโครงการที่มีความพิเศษกว่ากองทุน Term Fund ทั่วไป ทั้งในแง่ตราสารที่ลงทุนและโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยจะลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศที่บริหารจัดการโดย Invesco Hong Kong Limited บลจ.ชั้นนำระดับโลกที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตราสารหนี้

ทั้งนี้ กองทุนหลักจะกระจายการลงทุนในตราสารหนี้กว่า 80 ตราสารซึ่งมากกว่ากองทุน Term Fund ทั่วไป โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) ไม่น้อยกว่า 70% ของพอร์ต รวมถึงลงทุนใน High Yield Bond บางส่วน ผ่านกลยุทธ์ Buy & Maintain ที่มุ่งซื้อและถือครองจนครบอายุตราสาร เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนตามที่ประมาณการไว้ พร้อมติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ กองทุนไม่ต้องเสียภาษีตราสารหนี้ในอัตรา 15% เนื่องจากเป็นการลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศ

นายนาวิน กล่าวต่อไปว่า Term Fund Plus กองทุนแรกของเดือน ก.ค.อยู่ภายใต้ชื่อ กองทุนเปิดเค ฟิกซ์เดท เอเชียน บอนด์ 2021A (KAB21A) จะเสนอขายระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค.63 โดยลงทุนผ่านกองทุนหลัก Invesco Asian Bond Fixed Maturity Fund 2021 - I, Class C(USD)-Acc ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักๆ ได้แก่ 1) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น 2) บริษัทในเอเชียส่วนใหญ่มีปัจจัยพื้นฐานดีขึ้น เนื่องจากมีการกู้ยืมเงินลดลง 3) ระดับราคาตราสารหนี้เอเชียทั้ง Investment Grade และ High Yield Bond ยังมีความน่าสนใจต่อการเข้าลงทุน และ 4) มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำเพียง 0.48%

ทั้งนี้ คาดว่ากองทุนหลักจะเข้าไปลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Real Estate, Financial, Consumer Cyclical, Basic Materials และ Government ในสัดส่วน 23.70%, 23.20%, 12.70%, 12.50% และ 8.70% ตามลำดับ โดยผลตอบแทนที่คาดหวังอยู่ที่ 1.6% ต่อปี – 1.8% ต่อปี

"บลจ.กสิกรไทย มีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารหนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากการ Search for Yield ของผู้ลงทุนในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยบริษัทที่ออกหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade ในเอเชียส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ อย่างไรก็ดี หุ้นกู้เอเชียสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป และพร้อมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน โดยระดับราคาหุ้นกู้เอเชียสกุล USD ที่ปรับลดลงทำให้ผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ในขณะที่โอกาสการผิดชำระหนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" นายนาวินกล่าว

นายนาวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุน KAB21A เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 1 ปีได้ และมองเห็นโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ โดยสามารถเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 50,000 บาท ผ่านแอป K PLUS หรือ K-My Funds หรือ ธนาคารกสิกรไทย และตัวแทนสนับสนุนการขายของบลจ.กสิกรไทย

ทั้งนี้ เมื่อกองทุนครบกำหนดอายุโครงการ บริษัทจัดการจะนำเงินค่าขายคืนอัตโนมัติไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนใดกองทุนหนึ่งใน 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดเค ตลาดเงิน (K-MONEY) กองทุนเปิดเค ตราสารรัฐระยะสั้น (K-TREASURY) หรือกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น (K-SF) ของบลจ.กสิกรไทย เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

รับทราบและยอมรับ