OCEAN พลิกโฉมเป็น ALPHAX-ล้างขาดทุนสะสมก่อนลุยกัญชง-กัญชาเต็มรูปแบบ

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday December 22, 2021 12:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายธีร ชุติวราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โอเชี่ยน คอมเมิรช (OCEAN) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ได้มีมติอนุมัติแผนล้างขาดทุนสะสม พร้อมพิจารณาอนุมัติการเปลี่ยนชื่อ และชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทใหม่เป็น บมจ.อัลฟ่า ดิวิชั่นส์ และชื่อย่อใหม่ ALPHAX เพื่อสื่อให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ (ALPHA) การเริ่มต้นในการขยายธุรกิจออกไปอีกหลายประเภท (DIVISIONS) ซึ่งในอนาคตบริษัทพร้อมแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ เพื่อการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีกับผู้ถือหุ้น

ขณะเดียวกันยังมีมติอนุมัติการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ บริษัท เค ที ดี เอ็ม จำกัด (KTDM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จะเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 30,000,000 บาท หุ้นสามัญ 300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เป็น 120,000,000 บาท ด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 900,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท คิดเป็นจำนวน 90,000,000 บาท เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้น โดยบริษัทฯถือหุ้นในสัดส่วน 99.79%

วัตถุประสงค์การเพิ่มทุน เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่ใช้ประกอบธุรกิจ ลงทุนเพื่อจัดจำหน่าย ร่วมผลิตสินค้า และว่าจ้างผลิตสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ วัตถุดิบ ประเภทรวมพืชกัญชง หรือกัญชา เพื่อใช้ในการผลิตอาหารเสริม และยา รวมถึงสั่งซื้อเครื่องจักรสำหรับการผลิต และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

"แผนล้างขาดทุนสะสม และแผนเพิ่มทุน KTDM รองรับการเข้ารุกเข้าสู่ธุรกิจกัญชง-กัญชาอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้บริษัทฯเป็นผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ผ่านการจับมือพันธมิตร เริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูก การสกัดสาร และผลิตสินค้าป้อนสู่ตลาด ซึ่งมั่นใจว่าธุรกิจกัญชง-กัญชา จะเป็น New S Curve ในปี 65 ช่วยผลักดันผลการดำเนินงานโตก้าวกระโดด"

อนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.64 KTDM ได้ลงนามความร่วมมือ 3 ฝ่ายกับ บมจ.ซันสวีท (SUN) และ บมจ.โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจอเอสพี (ประเทศไทย) (JP) พัฒนาและวิจัย ทั้งด้านการปลูก และการสกัดสารสำคัญจากพืชกัญชง รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชกัญชง นอกจากนี้ OCEAN และ JP ยังได้จับมือกับ บริษัท แคนนาบิซ เวย์ จำกัด ผู้ออกแบบและพัฒนาระบบปลูกกัญชง-กัญชาอัจฉริยะ เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับบริษัท

ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น นายธีร กล่าวว่า ในปี 65 บริษัทพร้อมบุกตลาดอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทุกเซ็คเม้นท์ ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม โครงการบ้านเดี่ยว โครงการอาคารสำนักงานให้เช่า เพื่อรองรับการเติบโตในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า (65-68) โดยมีมูลค่าโครงการรวมกันเกือบ 1 หมื่นล้านบาท สนับสนุนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ