นักวิเคราะห์ หั่นเป้า SET เหลือ 1,707 กำไร บจ.ฉุด รอลุ้น Q2/66 ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday April 3, 2023 18:12 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 26 สำนักว่า มุมมองจากไตรมาส 2/66 ไปถึงสิ้นปี คาดว่า SET Index จะแกว่งตัวในกรอบ 1,508 ถึง 1,721 จุด และคาดการณ์ว่าสิ้นปีจะปิดที่ 1,707 จุด ลดลง 34 จุดจากระดับคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 1,741 จุด

ปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนี SET ในปี 66 ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งบนสมมติฐานคาด GDP ปี 66 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.50% ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 83.04 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รองลงมาเป็นปัจจัยการเมืองในประเทศ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ปี 66 และ Fund Flow จากต่างประเทศสู่ตลาดทุนไทย

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 66 ของตลาดเฉลี่ยที่ 95.77 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 105.34 บาทต่อหุ้น และ EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ 13.02%

นายสมบัติ กล่าวว่า นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนราว 50% มองว่าดัชนี SET ในไตรมาส 2/66 มีแนวโน้มไปในทิศทางบวก ขณะที่ 30.77% มองแนวโน้ม Sideway และ 19.23% มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางลบ

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยดัชนี SET ณ สิ้นไตรมาส 2/ปี 66 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,642 จุด

ปัจจัยที่ควรจับตา ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2/66 ส่วนใหญ่เห็นว่า คือ การเลือกตั้งในประเทศ และการจัดการของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อปัญหาสถาบันการเงินและนโยบายดอกเบี้ย

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไตรมาส 2/66 มีปัจจัยการเลือกตั้งในประเทศที่มีโอกาสช่วยผลักดันดัชนี SET ขึ้นไปได้มากกว่าที่ทำการสำรวจไว้ เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา 5 ครั้ง ก่อนจะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดัชนี SET บวก 1.1% และหลังเลือกตั้ง ดัชนี SET บวก 5.3% เพราะทุกๆ การเลือกตั้งมีความคาดหวังการนำนโยบายเศรษฐกิจมากระตุ้น ซึ่งทำให้เกิดโมเมมตัมเชิงบวกต่อตลาด

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นไทยออกไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 66 รวม 5 หมื่นกว่าล้านบาท ในระยะสั้น เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติรอผลการเลือกตั้งและรอดูหน้าตาทีมเศรษฐกิจ หากได้พรรคและทีมเศรษฐกิจทีดีก็จะกระตุ้นความเชื่อมั่นการลงทุนให้เพิ่มขึ้นได้ เชื่อว่า Fund Flow น่าจะเข้ามาปีนี้เรื่อง Sell in May ให้น้ำหนักน้อย เพราะต่างชาติขายออกมามากแล้ว และอยู่ในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งกองทุนต่างชาติให้น้ำหนักเรื่องเลือกตั้งค่อนข้างมาก ถ้าการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเกื้อหนุน ได้แก่ ปัญหาแบงก์ในสหรัฐและยุโรปไม่ได้ปะทุรุนแรง ซึ่งอาจจะไม่จบก็ได้ แต่เชื่อว่า เฟด และธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ และธนาคารกลางประเทศอื่น ยังสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ได้ดี และอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบการเงิน ทำให้ตลาดผ่อนคลาย

รวมไปถึงปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 7.2 หมื่นคน/วัน หรือประมาณ 26-27 ล้านคน ก็ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมาได้ดี

อย่างไรก็ดี ล่าสุด กลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ประกาศปรับลดการผลิตน้ำมันลงอีก 1.16 ล้านบาร์เรล/วัน ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ก็จะทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่จะร้อนแรงขึ้น และอาจกลับไปใช้การปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

นายวิจิตร เห็นว่า เฟดก็ระวังการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากปรับขึ้นมากเกินไปก็จะกระทบต่อแบงก์มาก โดยคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่มาก หรือ 0.25-0.50% และตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้จนกว่าเงินเฟ้อจะปรับลดลง

ผลสำรวจระบุว่า นักวิเคราะห์แนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น

  • เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 18.63%
  • กองทุนตราสารหนี้ 14.06%
  • หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 27.39%
  • หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 22.92%
  • กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 7.31%
  • ทองคำหรือกองทุนทองคำ 8.63%
  • อื่นๆ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน น้ำมัน 1.06%

โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกองทุนหุ้นจีน และเอเชีย จากการเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาปกติอีกครั้ง

สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจ ค้าปลีก การท่องเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจ Finance (non-bank) ปิโตรเคมี พลังงานและสาธารณูปโภค

รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำโดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้

1. ADVANC คาดปีนี้กลับมาเติบโต หลังจากแนวโน้มการแข่งขันลดลง รวมถึงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้น

2. AMATA มองผลประกอบการจะเติบโตได้ดีในปี 66 ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมา และอุปสงค์แข็งแกร่งจากการย้ายฐานการผลิตจากจีน อีกทั้งธุรกิจสาธารณูปโภคมีการเพิ่มอุปทานรองรับการผลิตที่ฟื้นตัว

3. AOT ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่องหนุนกำไร โดยเฉพาะจีนเปิดประเทศและเข้าตารางบินฤดูร้อน ทั้งยังมีแผนการขยายสนามบินในอนาคต

4. BBL รับประโยชน์สุงสุดจากดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น สินเชื่อโตต่อเนื่องตามภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

5. CPALL การบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การขยายสาขาหนุนกำไรปีนี้โตต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังพรรคการเมืองเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ คุ้มค่ากับผลกระทบทางงบประมาณ โดยส่วนใหญ่กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็นการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการลงทุนภาครัฐที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งลดการใช้จ่ายภาครัฐและการกู้เพิ่ม ถัดมา แนะให้มีนโยบายช่วยเหลือภาคประชน ได้แก่ ชะลอการเก็บภาษีหุ้น สนับสนุนการออมเงิน และนำกองทุน LTF กลับมา อีกทั้งต้องกระตุ้นการจ้างงานในประเทศ และตามมาด้วย นโยบายกระตุ้นการลงทุน สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย หามุมมองใหม่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และขยายตลาดสินค้าไทย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ