สำนักงานคณะกรรมการกำกัลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจหลักทรัพย์และบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ที่ปรับปรุงใหม่ 3 เรื่อง คือ การให้คำแนะนำในหลักทรัพย์ของผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศ , การให้ความเห็นชอบบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ และ การดำรงและการคำนวณเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ โดยจะมีผลใช้บังคับในก.พ.-มี.ค.นี้
ทั้งนี้ การให้คำแนะนำในหลักทรัพย์ของผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศนั้น ก.ล.ต. ออกประกาศอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต่างประเทศสามารถให้คำแนะนำในหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแก่ผู้ลงทุนไทยได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนหรือที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หากปฏิบัติตามข้อกำหนดดังนี้ คือ กรณีการให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนทั่วไป จะต้องดำเนินการผ่านบริษัทหลักทรัพย์ไทย แต่ถ้าเป็นการให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนสถาบันสามารถทำได้โดยตรงโดยต้องเป็นคำแนะนำเกี่ยวกับหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีซื้อขายในต่างประเทศเท่านั้น
"วัตถุประสงค์ของการอนุญาตนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนไทยมีแหล่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนที่น่าเชื่อถือ และเป็นการเตรียมพร้อมรองรับโครงการเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN linkage) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"เอกสารเผยแพร่ ระบุส่วนการให้ความเห็นชอบบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยการยกเลิกคุณสมบัติของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติงานเต็มเวลา และอนุญาตให้ บล. สามารถแต่งตั้งผู้บริหารของ บล. อื่นเป็นผู้บริหารของตนได้ หาก บล.มีระบบในการป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
นอกจากนี้ ได้ลดระยะเวลาการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้บริหาร บล. ผู้จัดการกองทุน และผู้ติดต่อกับผู้ลงทุน ลงเหลือ 5 วันทำการ (เดิม 30 วัน) เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ
โดยหลักเกณฑ์ 2 เรื่องข้างต้นมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.53
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ปรับปรุงวิธีการคำนวณเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital: NC) ของ บล. โดยให้ดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (cushion) อีก 7% ของหนี้สินอนุพันธ์ทางการเงิน และปรับปรุงค่าความเสี่ยง (hair cut) ของหลักทรัพย์ที่มีความผิดปกติของราคา ซึ่งได้แก่ หลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้สมาชิกต้องดำเนินการให้ลูกค้าวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนที่จะซื้อ (cash balance) ให้มีค่าความเสี่ยงในอัตรา 1.5 เท่าของอัตราปกติ และหากเข้าเกณฑ์การกระจุกตัวให้คำนวณในอัตรา 2 เท่าของอัตราปกติ
ทั้งนี้ เพื่อให้การกำกับดูแลฐานะการเงินของ บล. มีความรัดกุมมากขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบและตลาดทุนโดยรวม หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.53 เพื่อให้ บล. มีเวลาเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว