(เพิ่มเติม) KKC ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 1.1 หมื่นลบ.ตามยอดขายเพิ่ม-ซื้อกิจการ

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday September 7, 2010 14:01 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.กุลธรเคอร์บี้ (KKC) ตั้งเป้ารายได้ในปี 53 ราว 1.1 หมื่นล้านบาท ตามยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการเข้าซื้อกิจการใหม่ที่จะเริ่มรับรู้รายได้ในครึ่งหลังของปีนี้ และคาดว่ารายได้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องแตะ 1.5 หมื่นล้านบาทในปี 54 หลังจากบริษัทขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1 ล้านชุด

ส่วนในด้านกำไรปีนี้มั่นใจว่าจะทำได้สูงกว่าปีก่อนที่มีกำไร 232 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ทำกำไรสูงถึง 322 ล้านบาทแล้ว ซึ่งบริษัทเชื่อว่าปีนี้จะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทไม่มากนัก แม้ว่าจะส่งออกถึงกว่า 70% เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และยังมีการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย แต่หากปีหน้าเงินบาทแข็งขึ้นมากกว่านี้ก็อาจมีกระทบได้

นายชนะชัย กุลนพฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักงานกรรมการผู้จัดการ KKC กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 1.1 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ตั้งเป้า 9 พันล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 25%

เนื่องจากครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีรายได้จากบริษัท กุลธรแมททีเรียลส์แอนด์คอนโทรลส์(KMC)ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการโรงงานซันโยในอินโดนีเซียแล้วย้ายเครื่องจักรมาผลิตในไทยแทน และกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นด้วย หลังจากนั้นส่งกลับไปขายที่อินโดนีเซียได้มากขึ้นเริ่มมีกำไร แนวโน้มยังน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้ฐานลูกค้ามาด้วย โดยครึ่งปีแรกมีรายได้รวมแล้ว 4,600 ล้านบาท

สำหรับกำไรสุทธิปีนี้คาดว่าจะสูงกว่าปีก่อนมาก เพราะครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิแล้ว 322 ล้านบาท จากครึ่งแรกปีที่แล้ว 48 ล้านบาท และคาดว่าครึ่งปีหลังนี้กำไรยังจะดี โดยประเมินว่าอัตรากำไร(มาร์จิน)น่าจะอยู่ในแนวเดียวกับครึ่งปีแรกที่อัตราขยับขึ้นมาอยู่ที่ 9% จากปีก่อนอยู่ที่ 8% เป็นผลจากการบริหารต้นทุนได้ดี

"KKC ที่มีผลประกอบการดีขึ้นมากมาจากบริษัทที่เป็นกำไร การขายได้มากขึ้น เพิ่มปริมาณขาย ซื้อโปรดักส์ไลน์จากอินโดฯมาได้ฐานลูกค้ามา fix cost ก็ดีขึ้น"นายชนะชัย กล่าว

บริษัทยังประเมินว่าในปี 54 รายได้รวมจะเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท จากกำลังการผลิตมอเตอร์คอมเพสเซอร์ที่จะเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านชุด จากในปี 53 มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 6 ล้านชุด ด้วยเงินลงทุน 450 ล้านบาท เริ่มลงทุนในปีนี้และโครงการนี้ขอส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐด้วย ซึ่งแนวโน้มความต้องการสินค้าดังกล่าวยังเติบโตได้ดี เพราะอากาศที่ร้อนขึ้น

ส่วนวัตถุดิบหลักคือทองแดงและเหล็กที่เป็นความเสี่ยงของบริษัท แต่เนื่องจากเรามีบริษัทในกลุ่มทำลวดทองแดงจะช่วยลดความเสี่ยงได้บ้าง และปกติบริษัทก็จะมีการเจรจาต่อรองราคากับลูกค้าได้หากราคาปรับขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มเจรจากับลูกค้าไปแล้ว

ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่ามีผลกระทบต่อบริษัทบ้าง เพราะเราส่งออก 70-80% เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐเกือบครึ่งหนึ่ง แต่เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบเหล็กและทองแดง ถือเป็นการทำ natural hedge ไปบางส่วน และมีการทำประกันความเสี่ยงไว้อีก 2-3 เดือน เพราะฉะนั้น จากนี้ไปถึงสิ้นปียังไม่กระทบ แต่ถ้าปีหน้าเงินบาทยังแข็งค่าต่อไปอีกคงจะกระทบรายได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับเสียหาย และถ้าค่าเงินแข็งทั้งภูมิภาคก็สามารถปรับราคาได้ เพราะคู่แข่งในภูมิภาคก็ต้องปรับราคาเช่นกัน

"ตอนนี้ถึงสิ้นปีไม่กระทบเพราะ cover ที่เราจองไว้ ถ้าเริ่มปีหน้าบาทแข็งจะลดรายได้รวมแต่ก็เป็นไปตามสัดส่วน ถ้าแข็งเป็นไปตามภูมิภาคก็ปรับราคาได้ แต่ถ้าเทียบปัจจัยอื่น ค่าเงินบาทมีผลแต่ไม่มากที่สุด ถ้าเทียบกับราคาวัตถุดิบเหล็กและทองแดง"

ในเร็วๆนี้บริษัทจะมีการเซ็นซินินเคทโลนกับ KBANK BBL วงเงิน 9000 ล้านบาท แบ่งเป็นแบงก์ละครึ่ง ทำให้สัดส่วนหนี้สินหมุนเวียน ระยะสั้นลดลง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ